Oatto's profile:: O@t Place ::PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 29

    ความงอกงาม จิตสำนึก มิตรภาพ ความทรงจำ ดอยอินทนนท์

     

    *บลอคนี้อาจจะค่อนข้างยาว เนื่องจากเป็นบันทึกประสบการณ์การเดินทางที่น่าจดจำของผม ดังนั้นจึงขออภัยต่อผู้อ่านทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย*

    วันอังคารที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๐ (วันปิยะมหาราช)
              เช้าวันนี้ของทุกปีนิสิตจุฬานับพันคนชักแถวเข้าทำการถวายพวงมาลาต่อพระบรมรูปทรงม้า โดยเฉพาะนิสิตหอพักซึ่งเป็นหน้าที่ที่พึงปฏิบัติซึ่งมีผลต่อการพิจารณาการอยู่หอพักในเทอมต่อไป แต่ต่างจากตัวผม ณ วันนั้น ผมไม่ได้ตื่นแต่งตัวตั้งแต่ตีห้าเหมือนกับทุกๆ ปี เพราะอะไรนะเหรอ ..เพราะว่าตอนนี้ผมอยู่ปีสี่แล้ว  และที่เรียนอยู่นี้ก็ถือได้ว่าเป็นภาคการศึกษาสุดท้ายภายในรั้วจุฬาฯ แห่งนี้ (ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะ หะๆ) ดังนั้นผมจึงไม่ต้องกระวนกระวายต่อการทำกิจกรรมที่จะส่งผลต่อการอยู่หอพักในเทอมหน้า ผมยังคงหลับอยู่อย่างนั้น

              ในวันนั้นผมจำไม่ได้แล้วว่าผมตื่นกี่โมง แต่จำกิจกรรมที่ต้องทำได้อย่างขึ้นใจ นั้นก็คือการเดินทางไปเรียนวิชาจิตวิทยาเพื่อความงอกงามส่วนบุคคล (PSYCHOLOGY FOR PERSONAL GROWTH) ณ ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนัดกับเพื่อนๆ ในกลุ่มตอนหกโมงเย็นเพื่อซื้อขนมและอาหารตุนไว้สำหรับการเดินทาง 4-5 วันนี้ แล้วค่อยไปที่สถานีรถไฟหัวลำโพงก่อนเวลาที่อาจารย์นัดคือสามทุ่มพร้อมกัน

              เหตุผลในการตัดสินใจเรียนวิชานี้คือ หนึ่ง เพื่อลดเวลาในการเรียนภายในเทอมหน้า (ซึ่งคือเทอมสุดท้าย) ไปสามหน่วยกิจ เพราะเป็นวิชาที่ไปเรียนในทริปแล้วค่อยกลับมาทำรายงานส่งและอาจจะสอบอีกเล็กน้อย ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ากับการซื้อเวลาเรียนที่ผมจะนำมันไปใช้ในการทำซีเนียร์โปรเจคต์ สอง เป็นวิชาที่อาจารย์โสรีช์ (รองศาสตราจารย์ ดร.โสรีช์ โพธิแก้ว) เป็นผู้ดำเนินการสอน โดยมีอาจารย์กล้า (อาจารย์สมบุญ จารุเกษมทวี) เป็นผู้ประสานงานการจัดการเรียน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมีความชื่นชมและนับถือในตัวอาจารย์โสรีช์อยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ไม่เคยได้เรียนวิชาใดๆ ด้วยเลย แต่ด้วยความที่ท่านอาจารย์มักทำตัวเป็นกันเองกับทุกๆ คนไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ด้วยกันหรือว่าจะเป็นนิสิตก็ตาม และแสดงถึงความอบอุ่นออกมาได้อย่างยิ่งใหญ่ (อาจฟังดูเหมือนเวอร์ แต่ต้องสัมผัสเอง) ผมกล้ายืนยันได้เลยว่าไม่มีใครไม่ชอบอาจารย์ ดังนั้นการเรียนครั้งนี้ทำให้ผมยากที่พลาดได้เพราะถ้าหากพลาดวิชานี้ไปแล้ว ผมก็ไม่มีโอกาสจะได้เรียนกับท่านอาจารย์อีกแล้ว เหตุผลที่สาม ผมเป็นคนชอบเที่ยวธรรมชาติอยู่แล้ว และการได้เดินทางไปดอยอินทนนท์กับเพื่อนๆ ที่ผมรักก็ถือได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ และเรื่องเพื่อนก็ถือเป็นเหตุผลที่สี่ พวกเราห้าคน(หรือสี่?)ไม่ได้เดินทางไปเที่ยวไหนด้วยกันอย่างจริงจังสักที ครั้งนี้แหละคือประสบการณ์ที่พวกเราทุกคนจำเป็นต้องมี (เดี๋ยวก็รู้ว่าทำไม..)

              การนัดกันซื้อของวันนั้น ขาประจำการมาสายก็ไม่พ้นเจ้าเดิม แพรไพลิน ก็ไม่เป็นไรเราก็ไปกินข้าวรอกันก่อน กินข้าวเสร็จเธอก็เดินทางมาถึงพอดี ก็เลือกซื้อของกันไป ต่างคนอยากกินโน้นกินนี้ โดยที่ผมเป็นคนอยากกินมากที่สุดและหยิบของใส่รถเข็นมากที่สุด ก่อนหน้านั้นเราสี่คน (แพร กันต์ ปอง ผม) ได้มีการคุยกันไว้คร่าวๆ ว่าจะลงขันกันคนละร้อยเพื่อมาซื้อของกินในวันนี้ แต่วันนั้นเราเลือกๆ ของกินกันโดยไม่ได้คิดกันเรื่องราคาเลย ดูที่ความอยากกับความพอดีมากกว่า ปรากฏว่าราคาของทั้งหมดออกมา 880 บาท (บวกลบ2) หารกันออกมาคนละ 220 ..สุดๆ กันไปเลย ไม่ต้องไปซื้ออะไรกินอีกปีหนึ่ง ๕๕ โดยที่ผมให้คนอื่นออกไปให้ก่อนเพราะตอนนั้นไม่มีตังค์ (ติดตามต่อไปว่าผมจะทำอย่างไรกับการไม่มีเงินไปทริปครั้งนี้) ซื้อของเสร็จ ปองแยกไปซื้อรองเท้าแตะที่โบนันซ่า ผมเดินกลับหอไปเอากระเป๋าที่จัดไว้เรียบร้อยแล้ว นัดแนะกับเพื่อนว่าจะรอหลังหอ ให้เพื่อนขึ้นแท็กซี่มารับตรงนั้น

              กลับหอมาเหมียวไม่อยู่ที่ห้องแล้ว ชีเลยไม่ได้มาช่วยขนกระเป๋าไปส่งอย่างที่ได้พูดไว้ แต่ผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร เพราะว่าจะต้องลองยกกระเป๋าสามใบด้วยตัวเองให้ได้ แต่เจด้าก็เสนอตัวเข้ามาช่วย ผมก็รับความช่วยเหลือนั้นไว้อย่างนอบน้อม เจด้ากับผมขนกระเป๋าสามใบใหญ่กับหนึ่งในเล็กลงมาที่ป้ายรถป็อปหลังหอ ผมโทรบอกเพื่อนว่าพร้อมแล้ว เจด้าก็อยู่รอเพื่อนเป็นเพื่อนผมจนเพื่อนมา น่าซึ้งใจยิ่งนัก จำได้เลยว่าแท็กซี่คันที่มาจอดอยู่ตรงหน้าผมในวันนั้นขึ้นตัว ‘ว่าง’ มา ผมก็เลยงงว่า อ้าว ว่างแล้วเข้ามาในนี้ทำไม แล้วมาจอดหน้ากรูทำไม แต่จริงๆ แล้วคือเป็นรถแท็กซี่ที่เพื่อนเรียกมานั้นเอง แต่โชว์เฟอร์ชีลืมกดมิเตอร์ เหอๆ ล่ำลากับเจด้าเสร็จเราก็มุ่งหน้าไปหัวลำโพง

              เมื่อถึงสถานีรถไฟหัวลำโพงกว่าจะแกะตัวเองออกมาจากรถได้ก็ทำเอาเหนื่อย เพราะของเยอะเหลือเกิน โดยเฉพาะของตัวเอง คนอื่นเขามีกันสองสามใบ กรูมีไปสามสี่ใบ (เฮอ.. ก็คนมันกลัวหนาว และผมก็ต้องมีพร็อบให้ครบทุกชุดนิ่ อิอิ) เดินไปถึงจะเข้าไปที่เดลี่ควีนที่อาจารย์กล้านัดไว้ แต่มีมดหญิงเรียกไว้ก่อนที่จะเข้าไป คือตอนนั้นเขารวมตัวกันข้างหน้า เพราะว่าข้างในเขาจัดงานอะไรก็ไม่รู้กัน เราเลยมาวางกระเป๋า ทักคนนั้นคนนี้ แล้วก็เข้าไปเดินเล่นข้างในกัน ไปถ่ายรูปกันเรื่อยเปื่อย จนถึงเวลาที่อาจารย์กล้าเรียกไปตรงที่วางกระเป๋าโดยมีแอมเดินมาเรียก

              อาจารย์เรียกเรามาเชคชื่อ แจกตั๋ว แจกหนังสือเรียน (หรือหนังสือเพลงหว่า?) และหลังจากนั้นอาจารย์ก็แจ้งว่าเราแต่ละคนอยู่กลุ่มอะไร เพราะอาจารย์แบ่งเป็นกลุ่มไว้แปดกลุ่มเพื่อการทำกรุ๊ปเคาวน์ (Group Counseling) ผมอยู่กลุ่ม 3 มีสมาชิกที่เป็นรุ่นน้องคือ ยอด ท็อป เสือ รุ่นเดียวกันคือ ซาลาเปา สอง ล้อท อาจารย์แจ้งด้วยว่าให้ไปทำความรู้จักกันไว้ เป็นการมอบหมายงานของพี่ประจำกลุ่ม ผมก็ทำใจยอมรับได้ แต่ก็แอบมีเพื่อนที่เหนื่อยใจกับภารกิจครั้งนี้อยู่เหมือนกัน

              เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมในการขนกระเป๋าไปขึ้นรถไฟ ผมก็แบกๆ กระเป๋าของผมไปเต็มสองมือ โดยที่ผมมีกระเป๋าลากหนึ่งใบ แล้วนนท์เดินมาเห็นประมาณว่า มันจะเอากระเป๋าใบหนึ่งของมันมาวางบนกระเป๋าลากของเราแล้วจะได้ลากไปได้อย่างง่ายขึ้น เราก็บอกว่าได้ แต่ก็ระวังแกนลากของกระเป๋ามันจะหักถ้าเกิดว่ากระเป๋าที่เอามาวางข้างบนมันหนักเกินไป นนท์มันบอกว่าไม่หักหรอก แล้วมันก็เอากระเป๋าใบนั้นของผมไปลากเอง

              เราหลายคนเดินมาถึงหน้าร้านขายของรอบางคนซื้อของ พอพร้อมกันทุกคนแล้ว เราก็เดินกันเข้าไปที่ชานชาลา ตอนนั้นสิ่งที่ทำให้ผมอึ้งนั้นก็คือ นนท์มันลากกระเป๋าของผมอยู่ โดยทั้งที่ไม่ได้วางกระเป๋าของตัวเองลงบนกระเป๋าของตัวเองแต่อย่างใด แล้วมันก็ลากไปให้ถึงโบกี้ที่ผมจะขึ้น ซึ่งอยู่กันคนละโบกี้กับมัน ..ซาบซึ้งใจมากๆ ในตอนนั้น ประทับใจเพื่อนคนนี้ เล่าให้เป้ฟัง มันบอกว่า “อย่าไปหลงรักนนท์มันเข้าล่ะ” ไอ้บ้า คิดได้นะมรึงเนี่ย

              ครั้งแรกในชีวิตกับการขึ้นรถไฟตู้นอน รถไฟเลทไปหนึ่งชั่วโมง โทรไปหาพ่อนัดแน่ะบางสิ่ง นั่งเมาท์กับเพื่อน รู้สึกดีตั้งแต่รถยังไม่ออก ความสุขของตู้นอนมันอยู่ตรงนี้นิ่เอง แล้วก่อนนอนคืนนั้นผมก็นอนอ่านหนังสือเรียนที่มีแต่เพลงที่อาจารย์กล้าเพิ่งแจกเมื่อตอนหัวค่ำ มีบทความดีๆ อยู่ด้านหน้า อ่านไปยิ้มไป แนะนำให้เพื่อนๆ อ่านด้วย แล้วผมก็หลับไปโดยไม่ลืมตั้งนาฬิกาปลุกตอนตีสี่.

     

    วันพุธที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๐ (วันแห่งการเดินทาง)
              วันนี้ของผมไม่ได้เริ่มด้วยแสงแดดยามเช้าแต่อย่างใด แต่มันเริ่มด้วยการต้องทำภารกิจอันน่าตื่นเต้น นั้นคือ
    การนัดเจอกับพ่อแม่ที่สถานีรถไฟพิษณุโลกที่มีเวลาเจอกันเพียงสามนาที

              คืนนั้นผมนอนไม่ค่อยจะหลับไม่ใช่เป็นเพราะต้องนอนในตู้รถไฟ แต่เป็นเพราะคอยพะวังว่าตอนนี้รถไฟขบวนที่ผมขึ้นอยู่นี้แล่นถึงไหนแล้ว ผมสะดุ้งตื่นตอนประมาณตีสองครึ่ง เนื่องจากได้ยินนายสถานีรถไฟสถานีหนึ่ง ประกาศว่า “สถานีต่อไปคือ สถานีพิษณุโลก” ผมรีบตาลีตาเหลือกโทรหาพ่อที่บ้าน ละล่ำละลักบอกไปว่า “พ่อ เขาบอกว่าสถานีต่อไปคือสถานีพิษณุโลก” แม้จะสังเกตเห็นความผิดปกติเรื่องเวลาเพราะว่ามันเร็วไปนั้นเอง ในกำหนดการของรถไฟจะถึงสถานีพิษณุโลกตอนตีสี่สิบเจ็ดนาทีนิ่ และถ้าบวกเวลาเลทเข้าไปอีกก็จะยิ่งช้าเข้าไปใหญ่ แต่ตอนนั้นผมเชื่อหูตัวเองมากกว่า และคิดไปว่ารถไฟเข้าคงมีระบบอะไรสักอย่างที่สามารถกู้คืนเวลาที่เลทไปให้กลับเข้าตารางที่แน่นอนได้ เช่น อาจจะเร่งความเร็วขึ้น เป็นต้น

              วางหูจากพ่อเสร็จ เดินมาที่ห้องน้ำที่สามารถมองออกไปด้านนอกได้ เพื่อจะได้เห็นว่าตอนนี้อยู่สถานีอะไร .. ตึง  “สถานีนครสวรรค์” ใครไม่เคยเดินทางสายขึ้นเหนือนี้คงไม่รู้ว่า ถ้านั่งรถทัวร์ปกตินครสวรรค์คือจังหวัดที่ออกมาจากกรุงเทพเพียงสามชั่วโมงเท่านั้น และอีกตั้งชั่วโมงเวลารถทัวร์กว่าจะถึงพิษณุโลก ในมือกดโทรศัพท์กลับบ้านอีกครั้ง ..เกรงใจพ่อจัง

              ทำไงได้คนมันกังวลนี้ไม่รู้ตอนนี้อยู่ไหน กลัวพลาดนัด ถ้าพลาดแล้วจะพลาดหลายอย่าง ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง บวกลบเวลาอยู่ในหัว ตั้งนาฬิกาปลุก 05.50 หลับตาไปสักพัก คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาใหม่ เปลี่ยนเวลาปลุกเป็น 05.30

              หลับไปแล้วตื่นเป็นระยะๆ แล้วก็ถึงเวลาที่ผมตื่นตามเสียงนาฬิกาปลุก ลุกขึ้นไปล้างหน้า เข้าห้องน้ำ แล้วทันใดนั้นก็รู้สึกว่ารถไฟกำลังจะเข้าสถานี ก็เลยมองออกไปนอกหน้าต่าง


    “อ้าว ตึกโรงเรียนกรูนิ่”


              ภาพที่ผมเห็นคือตึกโรงเรียนเซนต์นิโกลาสตึกใหม่ ที่ผมไม่เคยได้ใช้เพราะเขาสร้างหลังจากผมเรียนจบชั้นประถมไปหลายปีแล้ว แต่จำตึกได้ขึ้นใจเพราะว่าผ่านมาแถวนี้บ่อยๆ 

              ไม่ทันได้พิจารณาตึกให้ถ้วนถี่ เหยียบตีนหมาวิ่งไปที่ประตูอีกด้านที่ต้องวิ่งผ่านตู้นอน จะบอกว่าตอนนั้นโง่มาก ทั้งที่ถัดห้องน้ำไปก็เป็นประตู แต่คนเราเวลาตื่นเต้นมันจะทำอะไรในสิ่งที่เคยชิน วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง รีบเปิดประตู กระโดดลงรถไฟ มองหาพ่อแม่ ไกลๆ นั้นไง พ่อเสื้อเหลืองมากับแม่เห็นชัด สองคนร่างขนาดติดตา วิ่งๆ วิ่งๆ เข้าไปหากอดแม่หนึ่งที คว้าถุงขนม กล่าวขอบคุณ บอกแฮปปี้เบิร์ดเดย์พ่อล่วงหน้า (พ่อเกิด ๒๕) แล้วขาก็กล่าววิ่งกลับไป โดยมีเสียงแม่เรียกไว้อยู่ข้างหลัง หันกลับมา เออลืม ลืมเอาตังค์ รับตังค์จากพ่อ กล่าวขอบคุณอีกครั้งแล้ววิ่งกลับขึ้นรถ สามนาทีแห่งความระทึกใจ ๕๕ ตลกตัวเอง กลับขึ้นรถไฟแล้วยังยืนรอโบกมือลากับพ่อแม่อยู่โดยมีปองตื่นมาสมทบ เฮออ  ภารกิจลุล่วง โชคดีเวอร์ที่เปลี่ยนเวลาตั้งปลุกไม่งั้น..

              ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้เล่าว่านัดแนะกับพ่อแม่ทำไม พ่อเสนอว่าจะเอาขนมมั้ยล่ะ ไปกินกับเพื่อน แล้วแม่ก็จะทำข้าวต้มมัดให้ด้วย แต่ผมก็ได้บอกไปแล้วว่ามันดึกนะพ่อ จะมาทำไม พ่อบอกว่าไม่เห็นเป็นไรเลย เราก็ตามใจเขา แล้วผมก็ได้ขนมที่เป็นเหมือนของฝากจังหวัดพิษณุโลกมากมายไปแบ่งเพื่อนกินกันทั้งค่ายเลยเชียว

              หลังภารกิจผ่านพ้นไป ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้นแล้ว เราเลยตัดสินใจไม่นอนต่อ เพราะเพื่อนกลุ่มเราก็ตื่นกันแล้ว เลยไปแปรงฟัน ล้างหน้า ทากันแดด รอต้อนรับคุณพระอาทิตย์บนเตียงของกันต์

              บนเตียงกันต์เรายัดกันเข้ามาชื่นชมความงดงามของเสียงยามเช้ากับบรรยากาศข้างทาง มันสวยงามอย่างที่บรรยายไม่ได้จริงๆ

              เราได้ถ่ายรูปคุณพระอาทิตย์โผล่หัวกันไปหลายช็อต เราได้นั่งอ่านหนังสือ ได้เคลิ้มหลับไปกับอากาศเย็นๆ 

              เวลาอาหารเช้ามาถึงเราก็ได้คุณพี่บริกรหญิงใจดีแนะนำอาหารให้เราด้วยความนอบน้อมและใส่ใจ เราเลือกข้าวผัดใส่กล่องเพราะว่าราคาถูกที่สุด (35 บาท ใส่จาน 70-100) เราให้พี่เจ้าหน้าที่เก็บที่นอนฝั่งเดียว แล้วก็ให้ตั้งโต๊ะ รอสักพักเราก็ได้กินข้าวกัน

              นั่งคุยกันไป ชมข้างทางกันไปนานพอสมควรกว่าจะถึงจุดหมายที่เราต้องการนั้นก็คือ ลำพูน แต่เราก็มีความสุขกับการได้รออยู่บนรถไฟคันนี้ ประมาณบ่ายโมงก็ถึงลำพูนเจออาจารย์โสรีช์รออยู่แล้วกับพี่ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานมากมาย ก็ตกใจเล็กน้อยว่าเขามารับเรากันถึงที่นี่เลยเนาะ น่ารักจัง แล้วเราแต่ละคนก็แบ่งกันขึ้นหลังรถกระบะแต่ละคันเพื่อไปกินข้าวมื้อกลางวันที่โรงเรียนแห่งหนึ่งโดยมีพี่ที่น่ารักคนหนึ่งเป็นคนเลี้ยง แล้วก็ถึงเวลาขึ้นรถขึ้นดอย ขึ้นคันเมื่อกี้แระ แต่เอากระเป๋าบางส่วนไปไว้ในรถตู้

              รถแล่นมาเรื่อยๆ จนผมรู้สึกถึงอากาศเย็นและความสูงที่เพิ่มขึ้น

     

     

              ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆ จนรู้สึกพะอืดพะอมที่ลำคอ พอแระ ไม่ไหวแล้ว ขอยาดมก่อน เริ่มทรมานขึ้นทีละเล็กละน้อย

              และแล้วรถก็เข้ามาจอด แต่ยังไม่อยากลุก ขอนั่งอยู่เฉยๆ สักพักก่อนนะ ปองเห็นมันบอกว่าผมหน้าเหลืองแล้ว ๕๕ ตลกตัวเอง นั่งสักพักก็ดีขึ้น ออกไปสอดส่องมองสิ่งที่เพื่อนคนอื่นๆ สนใจกันอยู่ มันคือน้ำตกนั้นเอง ผมรีบคว้ากล้องทันที

     

              รอๆ ไปเรื่อยๆ เพราะรถอาจารย์ยังไม่มา มารู้ทีหลังว่ารถตู้เสีย รถตู้มีทั้งที่ขนอาจารย์ และขนกระเป๋า สักพักอาจารย์ก็มาพร้อมกับการโบกมือทักทาย ผมทึกทักเอาว่าอาจารย์โสรีช์คงใช้มันแทนคำว่า “ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องเป็นห่วง”

              หลังจากที่อาจารย์โสรีช์เรียกรวมเราทุกคน เกริ่นนำการเรียนการสอนบนดอยครั้งนี้ อาจารย์ได้แนะนำให้เรารู้จักพี่ๆ เจ้าหน้าที่ทุกคน ซึ่งมีพี่มั่นเป็นหัวหน้าทีมพี่ๆ ทุกคน พี่มั่นมาแจ้งว่าจะแบ่งพวกเราออกเป็นห้าสี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต่างจากกลุ่มกรุ๊ปเคาวน์ หลังจากนับเลข 1-5 แล้วเรานับได้ห้าได้สีแดงมีพี่โก๋เป็นผู้แจกผ้าพันคออยู่ ในสีเราประกอบไปด้วยรุ่นน้องคือ กิ๊ฟ เดียร์ ฤทัย ปอ รุ่นผมเองคือ กร นนท์ กล้า ออย มด แจน ปอง จุ๊บ และมีพี่ส้มเป็นพี่ปอโทหนึ่งคน และภารกิจแรกของเรานั้นก็คือ การทำอาหารเย็นกินเอง

              ผมบอกรึยังครับ ว่าอาหารที่เราทุกคนไม่เว้นแม้แต่อาจารย์ต้องทำกินกันเองครับ แค่นั้นไม่พอนะครับ ใช่ว่าจะมีห้องครัว มีเตาแก๊สให้ ผิดครับ เคยไปเข้าค่ายลูกเสือมั้ยครับ ที่ต้องก่อไฟด้วยฟืน แล้วหุงข้าวด้วยหม้อสนามอะครับ อย่างนั้นเลยครับ พี่เจ้าหน้าที่เขาเตรียมอุปกรณ์และวัตถุดิบไว้ให้หมดแล้ว ทั้งไก่ หมู ผัก เครื่องปรุง พี่เขาซื้อไว้ทีเดียวเลย เขาให้เราประเมินเองว่าจะจัดแจงอย่างไรให้ทำกินให้ครบแปดมื้อ (เพิ่งมารู้ว่าเป็นเก้ามื้อทีหลัง)

              โชคดีมากที่สีผมนั้นมี กล้า กับ จุ๊บ อยู่ ทั้งสองคนดูเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่ดี สำหรับผมแล้วนั้นคงได้แต่ล้างผักกับล้างจาน ๕๕๕ โชคดีจริงๆ ที่ได้มีทุกคนในสีอยู่ด้วยกัน ทุกคนก็ต่างช่วยกันดีตามความสามารถที่มี มื้อแรกของเราเริ่มทำกันช้าไปหน่อยเพราะว่ามาถึงกันช้า เริ่มทำกันก็เกือบหกโมงแล้ว ยิ่งเป็นมื้อแรกด้วย อะไรหลายอย่างก็ตะกุกตะกัก ฟ้าเริ่มมือตรงที่ทำกับข้าวตรงนั้นก็มีแสงไม่พอ ผมก็เดินไปหยิบไฟฉายมาช่วยส่องไฟ (ทำหน้าที่ที่ทำได้อย่างดีที่สุด)

              แล้วกับข้าวมื้อแรกของเราก็เสร็จเรียบร้อยโดยมีข้าวสวยที่ยังไม่สวยเข้าที่เข้าทาง (ดีนะที่มีพี่เลี้ยงประจำสี คือ พี่มั่น กับ พี่โก๋ ช่วย) สำหรับมื้อนั้นจำต้มจืดไก่ได้อย่างแม่นยำ เพราะว่าไก่กลิ่นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แล้วต้มจืดไก่ของสีเราก็พิเศษกว่าที่ไหนๆ เพราะมีหัวไก่อยู่ในชามด้วย มื้อแรกนั้นอาจารย์โสรีช์มานั่งกินกับสีแดงด้วย มีการท่องคำกล่าวก่อนกินข้าวด้วย (ตอนนี้เรายังท่องได้ไม่หมดเลย เหอๆ) แล้วมื้อนั้นก็สนุกสนานกันไปตามประสา ..

              ..เมื่อกี้แอบไปเปิดสมุดบันทึกที่เขียนไว้ก่อนนอนภายในวันที่ ๒๔ นั้น ในนั้นมีหลายอย่างบรรจุไว้คือ ตอนที่ทำกับข้าวกันอยู่ผมต้องทำอะไรสักอย่างที่จำไม่ได้ แต่เมื่อมาลองคิดดูคงหนีไม่พ้นการอาบน้ำให้ผัก ผมยังไม่ได้บอกใช่มั้ยว่าที่ทำกับของเรานั้นอยู่ข้างธารน้ำตก และการอาบน้ำให้ผักนั้นผมก็เลือกที่จะอาบที่ลำธารมากกว่าอาบจากก๊อก จำได้เลยว่าตอนนั้นมืดแล้ว แสงก็ส่องไม่ถึง ก็พอเห็นสลัวๆ ตอนนั้นเดินไปที่ลำธารโดยไม่ได้เปิดไฟฉายเพราะต้องเก็บมือไว้ล้างผัก น้ำเย็บเฉียบสัมผัสมือ นั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียว มองไปรอบตัวๆ บรรยายอารมณ์ไม่ถูกเลย ทั้งรู้สึกตัวว่าตนเองอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ทั้งรู้สึกแม่งโคตรกลัวเลย แต่ก็ใจดีสู้เสือ(หรือผี?) นึกแล้ว บรึยส์..สนุก ๕๕ (หลากอารมณ์เวอร์)

             ออ แล้วมีอีกเรื่องตอนที่อาจารย์โสรีช์เรียกรวมครั้งแรกแล้วเกริ่นนำการเรียนการสอนอ่ะ อาจารย์บอกประโยคหนึ่งที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แล้วเก็บจำคำนั้นไว้อย่างขึ้นใจ


    “ประสบการณ์ในชีวิตมีได้เพียงครั้งเดียว”


    ลองคิดดูนะ ว่าคุณเห็นด้วยกันรึเปล่า

              ค่ำคืนนั้นหลังจากล้างจานและทำธุระส่วนตัวกันแล้ว เราทุกคนก็มารวมตัวกันที่ศาลาข้างที่พักที่ทำหน้าที่ห้องประชุม มีพี่เจ้าหน้าที่แนะนำเราให้รู้จักกับดอยอินทนนท์ห้องเรียนนอกสถานที่ของพวกเรามากขึ้น ให้เราได้รู้ว่าตอนนี้เราอาศัยอยู่กับใคร ให้เรารู้ว่าไม่ใช่แค่เราจำนวนไม่ถึงร้อย ณ วันนี้เท่านั้นที่อาศัยอยู่กับดอยอินทนนท์แต่เรียกได้ว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศเลยก็ว่าได้ที่อิงอาศัยดอยอินทนนท์ เพราะอะไรนะเหรอ ..คุณเคยเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่กว้างใหญ่มั้ยล่ะ คุณคิดว่าน้ำปริมาณมากมายเหล่านั้นมาจากไหนล่ะ ..เรียกกันได้เลยนะว่า ดอยอินทนนท์เลี้ยงคนกรุงเทพฯ

             มีคำกล่าวที่อาจารย์โสรีช์ฝากเราไปนอนด้วยคือ

    ลมหายใจของต้นไม้ คือ ลมหายใจของฉัน
    ลมหายใจของฉัน คือ ลมหายใจของต้นไม้
    ลมหายใจของต้นไม้และลมหายใจของฉัน คือ ลมหายใจเดียวกัน

    แล้วคืนนั้นก็มีอีเป้นอนกวนตีนอยู่ข้างๆ

     

    ..โปรดติดตามตอนต่อไป  วันต่อไป กำลังจะมา.. พร้อมรูปสวยๆ

    October 21

    ออกกำลังกาย..ต้องการอะไร?

     

    เราเพิ่งรู้เหมือนกันว่าช่วงเวลาในการออกกำลังกายก็มีผลต่อผลที่ได้รับจากการออกกำลังกายด้วย

    เราเพิ่งได้ดูรายการ 'ดีมากมาก' ทางช่องโมเดิร์นไนน์ เขาทำการทดลองง่ายๆ ที่ได้ผลว่าผู้ที่ออกกำลังกายตอนเช้าก่อนรับประทานอาหารเช้านั้นจะลดไขมันส่วนเกินออกไปได้มาก
    และผู้ที่ออกกำลังกายตอนเย็นนั้น จะมีผลให้เกิดกล้ามเนื้อขึ้นมาได้ง่ายกว่าเพราะเป็นช่วงเวลาที่กล้ามเนื้อได้วอร์มมาทั้งวันแล้วนั้นเอง

    เพื่อนๆ ก็เอาไปปรับใช้เอากันนะ ใครอยากลดความอ้วนแบบอยากให้ตัวเล็กๆ ก็กลั้นใจตื่นขึ้นมาออกกำลังกายตอนเช้ากันหน่อย แต่ถ้าใครอยากมีกล้าม อยากมีหุ่นนักกีฬาก็ออกกำลังกายกันตอนเย็นๆ กันไปเลย

     

    October 19

    คำพูดตอนเมา...ก็พลิกโลกได้นะ

     

              เราได้รับเมลล์ฟอร์เวิร์ดฉบับหนึ่งจากน้องที่น่ารักคนนึง ถ้าเป็นเมื่อก่อนถ้าเราถูกใจเราก็จะฟอร์เวิร์ดต่อ แต่ช่วงนั้นมีคนฟอร์เวิร์ดเมลล์เยอะมาก จนเรารู้สึกว่าเมลล์ฟอร์เวิร์ดเหล่านี้มันจะกลายเป็นขยะอิเลคทรอนิกส์รึเปล่า เพราะบางทีได้เรื่องซ้ำกันจากหลายๆ คน เราก็เลยหยุดการฟอร์เวิร์ดเมลล์ไป ซึ่งคงมีคนคิดได้เหมือนเรา เพราะว่าหลังจากนั้นมาเมลล์ฟอร์เวิร์ดก็ลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด ที่เหลือๆ อยู่ก็จะเป็นพวกที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "ถ้าลบก็ถ้าว่าใจร้ายเกินไปแล้ว" ท่านทั้งหลายคงต้องได้รับกันถ้วนหน้า อันนี้กี่มาผม ข้าพเจ้าลบทุกอัน ไม่ใช่ไม่มีจิตใจเมตตาต่อน้องผู้กำลังจะเป็นโรคร้ายแรงอยู่อย่างนั้น แต่เป็นเพราะด้วยไม่มั่นใจว่าการฟอร์เวิร์ดเมลล์อย่างนี้ มันจะทำให้น้องคนนั้นเขาได้รับเงินตามที่บอกมาในเมลล์รึเปล่า หรือว่า เป็นเพียงแค่กลยุทธ์ทางการตลาดที่จะโฆษณาชื่อบริษัทนั้นๆ นั่นเอง เราก็เฝ้ามองอยู่ว่าจะมีฝ่ายไหน หรือ องค์กรใดออกมายืนยันว่าการฟอร์เวิร์ดเมลล์ชนิดนี้เป็นการช่วยคนได้จริงๆ ถ้ามีวันนั้นเมื่อไหร่ เราจะนั่งฟอร์เวิร์ดกันมือหงิกเลยทีเดียว
              เหมือนจะนอกเรื่องไปเยอะ คืออยากขอบใจผู้ที่ยังไม่ร้างลาการฟอร์เวิร์ดเมลล์กันไป ให้เราได้หลงเหลืออ่านอะไรดีๆ อยู่บ้าง เป็นพัก อย่างเช่น ฉบับนี้ น่ารักมาก สั้นๆ ..แต่เราน้ำตาไหล ..อยากรู้ว่าเป็นยังไงอ่านเลย

              บุญนำตื่นขึ้นมาตอนสายๆ ของวันเสาร์ เขารู้สึกปวดหัวและเมาค้างเนื่องจากเมื่อคืนดื่มหนักไปหน่อยแต่เขาก็ต้องแปลกใจเมื่อเขาพบว่ามียาแก้ปวดหัวไทลินอล 2 เม็ด กับน้ำหนึ่งแก้ววางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงเสื้อผ้าที่เขาใส่เมื่อคืนนี้ ได้ถูกซักสะอาดและรีดอย่างเรียบร้อยทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนอนถูกจัดไว้เป็นระเบียบ ขณะที่เขาเอายาขึ้นมากิน เขามองเห็นโน้ตวางอยู่บนโต๊ะมีข้อความว่า

    "ที่รัก อาหารเช้าของคุณอยู่ในเตา
    กาแฟอยู่ในกระติกน้ำร้อน
    ฉันไปซื้อของที่ตลาดประเดี๋ยวกลับมา
    .....รักคุณมากที่สุด"

    บุญนำขยี้ตาแล้วลองหยิกแขนตัวเอง เมื่อรู้ว่านี่ไม่ใช่เขาฝันไปแน่นอนจึงเกิดความสงสัย
    "มันเกิดอะไรขึ้น?"

    โดยปกติ เขาจะมีปากเสียงกับภรรยาของเขาทุกครั้งที่เขาเมากลับบ้านแต่เมื่อคืนนี้เขาเมายิ่งกว่าคืนใดๆ แต่ทำไมทุกอย่างมันกลับตาลปัตรอย่างนี้

    เขาเดินเข้าไปในครัว อาหารเช้ากาแฟถูกเตรียมไว้อย่างดีสำหรับเขาเมื่อยกมานั่งกินที่โต๊ะอาหาร เขาพบว่าลูกชายนั่งกินอาหารเช้าอยู่ก่อนแล้ว

    บุญนำ:  เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้น?
    ลูกชาย: เมื่อคืนนี้พ่อกลับบ้านตอนตีสาม พ่อเมามากเดินโซเซชนตู้แตก เก้าอี้หัก แล้วพ่อยังอาเจียนเลอะบ้านไปหมด
    บุญนำ:  จริงเหรอ? แม่ไม่โกรธหรือ?
    ลูกชาย: แม่ลงมาดูแล้วโกรธมาก แม่ลากพ่อไปยังห้องนอน แล้วแม่ก็ถอดกางเกงที่เลอะอาเจียนของพ่อออก
    บุญนำ:  แล้วไงต่อ?
    ลูกชาย: พ่อไม่ยอมให้แม่ถอด พ่อได้แต่พูดว่า "คุณ..คุณ อย่าดีกว่า ผมมีเมียแล้ว"

    หอมกลิ่นความสุข (Scent of Happiness)

                 

              "...หลายคนเคยบอกว่าความสุขแท้จริงนั้นไม่มี แต่ข้าพเจ้าก็พอใจที่ได้พบกับความสุข...แม้เล็กน้อย ข้าพเจ้าเคยร้องไห้เพราะความเสียใจ ปัจจุบันข้าพเจ้าเสียน้ำตาให้กับบางเรื่องที่แปลกไป เด็กน้อยหอมแก้มคุณตา คนแก่เดินจูงมือ เพลงโปรดดังขึ้นในวิทยุ นกคาบกิ่งไม้สวยๆ บินผ่านบนทางด่วน ดอกไม้บาน พระจันทร์บนยอดไม้ กลิ่นฝนกลิ่นลม..."
    ด้วยความคิดดังว่า กลายมาเป็นนิทรรศการศิลปะ 'หอมกลิ่นความสุข' (Scent of Happiness) นำเสนอผลงานศิลปะสุขใจสบายตา โดย ปิ่นนุช ปิ่นจินดา นักวาดภาพประกอบและครูสอนศิลปะเด็ก

              เธอบอกเล่าแนวคิดในการสร้างผลงานชุดนี้ไว้ว่า เธอพอใจที่จะให้โลกของเธอหมุนไปอย่างช้าๆ เพื่อเก็บสะสมความสุขจากรอบข้าง และมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นให้ความสุขกับเราได้ เพียงเราเลือกมุมที่จะมอง อาจเพียงคุยกับเพื่อนรู้ใจ นอนเอกเขนกอ่านหนังสือเล่มโปรด ปลูกต้นไม้กับแม่ เดินตลาดนัดรับลมหนาว ดอกไม้เล็กๆ ข้างทาง หยาดละอองฝนพร่ำ หรือดูภาพยนตร์เรื่องเดิมซ้ำๆ ดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย หากแต่ความสุขเหล่านี้เองที่รายล้อมอยู่รอบตัวเรา อย่างที่เพียงเอื้อมมือออกไปก็สัมผัสจับต้องได้จริงๆ

              ร่วมชมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์แห่งความสุขได้ตั้งแต่วันที่ 4-31 ตุลาคม 2550 ณ หอศิลป์ จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ข้างสมาคมศิษย์เก่าจุฬาฯ) เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-19.00 น. และเสาร์- อาทิตย์ เวลา 12.00-18.00 น.

    อ่านเนื้อหาเพิ่มเติม

    October 18

    Arthur and the Minimoys : อาร์เธอร์ ทูตจิ๋วเจาะขุมทรัพย์

      

     

              ถ้าจะหากิจกรรมทำในวันพักผ่อนอย่างนี้ หลายคนคงนึกถึงการได้ดูหนังดีๆ สักเรื่อง วันนี้ก็เป็นวันที่ผมโชคดีอีกหนึ่งวันที่ได้มีโอกาสดูเรื่องที่อยากดูตั้งแต่ตอนที่เข้าโรง แต่เป็นเพราะช่วงนั้นยุ่งๆ อยู่กับการฝึกงานทำให้หลงๆ ลืมๆ ไปว่าหนังมันเข้าโรงวันไหน มาอยากดูอีกที หนังตัวดีก็ลาโรงไปแล้ว

              Arthur and the Minimoys นี้เคยเป็นวรรณกรรมน่าอ่านก่อนที่จะมาเป็นภาพยนตร์น่าสนใจ ามรูปแบบความเป็นไปของวงจรภาพยนตร์ ผมเคยได้สัมผัสเพียงปกหนังสือของเพื่อนสนิทที่เธอซื้อมาอ่าน และได้เอ่ยปากกับเธอไว้ว่าจะขอยืมอ่านในเวลาที่โอกาสมาถึง เมื่อถึงวันที่ผมพร้อมจะเปิดรับโลกของอาร์เธอร์ผ่านตัวหนังสือ อาร์เธอร์ที่อยู่ในหนังสือของเพื่อนผมก็ได้เดินทางข้ามเขตแดนไปยังจังหวัดอาศัยของเพื่อนผมไปแล้ว เลื่อนนัดระหว่างผมกับอาร์เธอร์ออกไปอีก
     ก่อนที่ผมจะได้สัมผัสสื่อเคลื่อนไหวนี้ด้วยจักษุทวาร ผมได้เห็นแค่เพียงโปสเตอร์โฆษณาภาพยนตร์กับหน้าปกหนังสือที่ไม่ได้บอกรายละเอียดต่างกันมากนัก ที่ส่งสารคร่าวๆ แต่เพียงว่า ตัวเอกของเรื่องและเพื่อนๆ เป็นภูตตัวเล็ก ที่ผมคิดต่อเอาเองว่าอาศัยอยู่ ณ ที่ใดที่เป็นที่จินตนาการขึ้นมา เหมือนกับดาวนาบูของเจ้าหญิงอมิดาลา ฉไนเลยจะทันรู้ว่าเจ้าตัวเล็กเหล่านี้อยู่ใกล้ตัวแค่สวนหลังบ้านเท่านั้นเอง

              ผมวิจารณ์หนังไม่ค่อยเก่ง ผมจึงขอเปรียบเทียบกับอาหารละกัน ถ้าผมเปรียบหนังเรื่องนี้เป็นอาหารหนึ่งอย่าง ผมขอเปรียบว่าเป็นข้าวผัดสำหรับเด็กสิบขวบ เพราะข้าวผัดนั้นเป็นอาหารที่ครบเครื่องอยู่ในตัว ทั้งความอร่อย คุณประโยชน์ และลูกเล่น นอกจากจะกินได้โดยไม่ต้องพึ่งกับข้าวอย่างอื่นแล้ว ถ้าจะกินคู่กับหมูทอดสักสามชิ้นก็เข้ากันได้อย่างลงตัว นอกจากนั้นข้าวผัดสำหรับเด็กสิบขวบก็ไม่ใช่อาหารสำหรับเด็กที่ผู้ใหญ่จะ ‘อึ๊ย’ ใส่ ผมว่าผู้ใหญ่จะกลับชอบที่ได้ลิ้มรสชาติความเป็นเด็กที่ไม่หลุดไปจากวงจรการดิ้นรนในชีวิตของตัวเองนัก
     
              Arthur and the Minimoys ถือเป็นภาพยนตร์แห่งจินตนาการที่วิเศษ (ผมจะไม่ขอใช้คำว่า ‘ที่สุด’ เพราะทุกเรื่องก็มีความที่สุดของตัวเองแตกต่างกันไป) ที่สามารถเชื่อมโยงโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกแห่งจินตนาการได้อย่างไร้รอยต่อ จนทำให้คนดูขี้อ่อนไหวอย่างผมหลงคิดไปแล้วว่ามันมีเมืองใต้สวนหลังบ้านจริงๆ ผมขอยอมรับและเทิดทูนในจินตนาการของผู้ประพันธ์ที่ทั้งแยบยลทางความคิดและสร้างสรรค์ผลงานที่ง่ายต่อการแทรกซึมลงสู่ความเป็นเด็กที่ยังคงโดดเด้งอยู่ในตัวมนุษย์ผู้ใหญ่ทุกคน และอีกทั้งยกย่องผู้ถ่ายทอดตัวหนังสือนี้ออกมาเป็นภาพหนังที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าถึงทั้งแก่นหลักและแก่นรองของเรื่องได้อย่างแนบสนิท

              สำหรับผู้ที่คิดว่าตนเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่มีวันจะเป็นเด็กได้อีกต่อไปแล้วนั้น นอกจากผมจะแนะนำให้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วนั้น ผมยังขอเถียงสุดใจ.

     

    เกจิน-กินเจ

     

              ช่วงนี้หากไม่พูดเรื่องกินเจก็ดูจะไม่เข้ากับสมัยนิยม คิดไปคิดมาที่เขากินเจกันสมัยนี้เป็นเพราะสมัยนิยมมากกว่าอยากทำจิตใจให้บริสุทธิ์รึเปล่านะ แต่ช่างเถอะ ถึงยังไงเขาก็ทำความดีกัน เราคิดกันได้ง่ายๆ อย่างนี้ เราก็สุขใจสบายกายได้ง่ายๆ แล้ว

              ถึงแม้ว่าผมจะกินเจได้แค่เพียงสี่วันเท่านั้น แต่การกินเจทำให้ผมสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงภายนอกของผมนั้นก็คือ หน้าตาที่สดใสและใบหน้าที่เล็กลง(เล็กน้อยเพราะมันใหญ่) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ผมไม่สามารถสรุปได้ว่ามันเกิดมาจากสิ่งใด เนื่องจากไม่ได้มีการควบคุมตัวแปรกันตามหลักการวิจัย แต่ตัวแปรที่ผมสนใจและคิดว่ามันมีอิทธิพลมากนั้นก็คือ ผลที่ได้รับทางใจจากการกินเจ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในที่ผมสัมผัสได้ ผมรู้สึกดีกับตัวเองในมุมที่ไม่เคยได้มอง มีคนกล่าวถึงการกินเจไว้ว่า เป็นการไม่เอาเลือดเนื้อใครมาต่อเติมเลือดเนื้อเรา แล้วผมก็ซาบซึ้งถึงคำกล่าวนี้อย่างจริงจัง มันทำให้ผมต่อยอดการอยากกินเจไปอีกเรื่อยๆ จึงคิดถึงว่าวัดเกิดของตัวเอง เราได้มีเลือดเนื้อมีชีวิตออกมา เราก็ไม่ควรจะเอาเลือดเนื้อใครไปเหมือนกัน มากยิ่งกว่าการตั้งใจกินเจในวันเกิดแล้วนั้น ผมยังตั้งใจในทุกวันเสาร์ที่เป็นวันเกิดในรอบสัปดาห์ของผมด้วย แต่อาจจะลดหย่อนเป็นการกินมังสวิรัติแทน เพราะเห็นความอยากลำบากในการหาอาหารเจกินนอกฤดูกาล การเลี่ยงเนื้อหนังนั้นคงไม่ยาก แต่การจะหลีกเลี่ยงผักฉุนทั้งห้าคงเป็นการเรื่องมากอยู่สักหน่อย

              และอีกหนึ่งการกระทำที่ผมตั้งใจอย่างแน่วแน่ก็คือ การตักบาตรในวันพระ ใจจริงอยากทำบุญเมื่อมีโอกาสแต่หากำหนดการที่จะสั่งตัวเองไม่ได้ จะให้ตื่นแต่เช้าทุกวันก็ดูจะผิดวิสัยกันเกินไป ดังนั้นจึงขอเริ่มต้นด้วยการตื่นมาใส่บาตรสัปดาห์ละครั้งตามวันพระนั้นเอง ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี คงต้องรู้ดูผลกันต่อไป แต่อย่างน้อยแค่เราตั้งใจที่จะทำสิ่งดีใดๆ ผมว่าแค่นี้เราก็มีความสุขแล้วครับ

    สุขกาย สบายใจ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไคว่ขว้าครับ.

     

    ดูหนัง ทั้งวัน ทั้งคืน

     

              เมื่อวันพุธที่ผ่านมา(17 ต.ค.) ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ ในแก๊งค์เซเลอร์ได้นัดรวมตัวกัน หลังจากไม่ได้มีกิจกรรมเรื่อยเปื่อยทำร่วมกันมานานตลอดหนึ่งเทอมที่ฝึกงาน พอดีช่วงนั้นมีหนังเข้าที่อยากดูเยอะ เลยชวนๆ กันดูหนังบุฟเฟ่ต์กันดีกว่า จะดูเป็นอาทิตย์เหรอ? ไม่ เราจะดูกันวันเดียวให้ตายกันไปเลย นานๆ เจอกัน แล้วก็อีกอย่างบางคน เช่น ข้าพเจ้า ก็มีกิจเกี่ยวกับซีเนียร์โปรเจคอยู่ด้วย ดูกันวันเดียวนิล่ะ ไม่ต้องออกมาบ่อย

              วันนั้นเรานัดกันที่เซนทรัลเวิลด์ว่าจะดูเมเจอร์ ไปๆ มาๆ เปลี่ยนไปดูอีจีวี เมโทรฯฝั่งตรงข้าม ตื่นเช้าข้าพเจ้าไม่รอช้า ไม่อยากทำตัวเลท รีบไปก็ไปถึงเป็นคนที่สอง รอๆ กันจนครบ แต่แพรนั้นไซร้ขับรถมาถึงแล้ว ปรากฏว่าเมื่อลงจากรถเห็นน้ำมันไหลออกมาเป็นทาง เลยซวยต้องเอารถไปซ่อมอดดูกับเราเลย สมาชิกหายไปหนึ่ง หายไปสร้างความป่วนให้ยามอาคารจอดรถ วอเรียกกันใหญ่เลย คงกลัวระเบิด ๕๕๕ คงเข็ดแล้วมั้งแถวนั้น

              เรื่องแรกที่ดูคือ Stardust ไม่บรรยายมากละกัน แค่บอกว่า ชอบโคตร ชอบหนังแบบนี้อยู่แล้ว แฟนตาซีเวอร์ๆ ช๊อบชอบ ขึ้นแท่นหนังโปรดในดวงใจทันที (ดูโปสเตอร์หนังโปรดทั้งหมดได้ที่
    http://alohaoat.hi5.com ) เรื่องที่สองคือ ครอบครัวตัวดำ นั่งดูไปก็ถามตัวเองไปว่า “กรูดูอะไรอยู่ว่ะ” เรื่องนี้ตามใจปองเธอ เธออยากดู เรื่องที่สามคือ บอดี้ศพ#19 อยากดูมานานมากแล้วแต่รอวันนี้แระ จะได้คุ้มๆ อิอิ แล้วก็คุ้มจิงๆ เดาตอนจบไม่ถูกจริงๆ ด้วย โคตรชอบบทเลย คนคิดบทเก่งมากอ่ะ เนียนเวอร์ โรคนั้นมีจริงนะ ในฐานะที่เราเรียนจิตวิทยา เราบอกได้ว่ามันสามารถเป็นอย่างนั้นได้จริงๆ (สปอยล์หนังป่าวว่ะเนี่ย) ออกมาจากโรงที่สามเริ่มเบลอครับพี่น้อง แบล๊งค์ๆ แระ แต่ก็อยากดูอีก รู้สึกสนุกดี เมื่อการผจญภัยอะไรอย่างหนึ่งเลย เหอๆ แต่หลังจากเรื่องที่สามจบคุณเพื่อนผู้หญิงทั้งสองก็ต้องกลับเพราะกลัวถึงบ้านดึก ก็แอบเสียใจเล็กน้อย อยากให้ดูกันเยอะๆ แต่ก็เข้าใจก็ไม่เป็นไร ..เรื่องที่สี่ดูกันสองคนกะนังโอ พนักงานเมาท์ข้าพเจ้าแน่ๆ ว่าหน้าตาก็ดีทำไมมีแฟนเป็นปลากะโห้ ..อิอิ  ล้อเล่นน่า ส้มโอ ..ดูอันเดอร์ด็อกกัน สนุกดี หมาน่ารักเวอร์ ชอบๆ เรื่องที่ห้าตอนแรกสัมโอเขาอยากดู The Kingdom เราก็ไม่ค่อยอยากดูแต่ก็เออ ตามใจ วางตารางไว้แล้ว ว่าจะดูรอบไหน อาจเข้าช้าบ้างแต่ก็ไม่เป็นไร แต่พอถึงเวลาจริง อันเดอร์ด็อกจบเลทกว่าในตารางเวลา ก็เลยต้องเปลี่ยนแผน รู้มั้ยว่าเลือกดูไรกัน โดเรมอนครับพี่น้อง เป็นหนังที่ข้าพเจ้าไม่เคยมีอยู่ในหัวสมองเลยว่าจะดูที่โรง แต่ผิดคาดครับ กลับได้อะไรเยอะกว่าที่คิดไว้ ถ้าจะคิดว่ามันจะเหมือนกับทางทีวีที่โนบิตะโดนรังแกแล้วก็แค่วิ่งไปร้องไห้กับโดเรมอนอ้อนวอนขอร้องให้โดเรมอนช่วยเท่านั้นจบ ผิดถนัด ขอยอมรับโดเรมอนเดอะมูฟวี่เลย รับผิดชอบคนดูมาก โดยเฉพาะคนดูเรื่องนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กด้วย ขอนับถือ .. ไม่เล่ามากละกัน แค่จะบอกว่า ที่ดูไปห้าเรื่องวันนี้ หนังที่เราไม่คิดจะดูอย่างโดเรมอน มันทำให้น้ำตาเราไหลได้เรื่องเดียวเลย..

              ออกมาจากโรงเรื่องที่ห้า เซครับ เดินไม่เป็นเลย หัวก็เบลอ ขาก็ปวด ประสาทการรับรู้ช้าอีก ๕๕๕ ตลกตัวเอง ถ้ามีอีกเรื่องนิ่คงอ้วกอยู่ในโรงอ่ะ 
              ตอนกลับก็ว่าจะขึ้นรถเมลล์กลับแต่ขี้เกียจรอ แล้วจะเดินไปฝั่งเซนทรัลเวิลด์ด้วย จะไปดูบรรยากาศแอลล์แฟชั่นวีคสักหน่อย เลยเลือกเดินกลับดีกว่า คนเยอะ ไม่ต้องกลัวอะไร

              วันนี้ผ่านไปก็สนุกสนาน.. กลับถึงห้องโคตรเพลีย แทบไม่อยากลืมตาเลย มันเหมือนกับว่าไม่อยากใช้สายตาอีกแล้วง่ะ ..

    แล้วคืนนั้นก็หลับสนิทเวอร์ ๕๕๕

    October 17

    + แนะนำคอลัมน์*

    COLUMN                                   
     

    Space
    .. ใครใคร่ฝัน ฝัน
    .. ใครใคร่เขียน เขียน


    กายใจ
    สุขภาพกายและสุขภาพใจเป็นสิ่งไม่ควรมองข้าม และเป็นสองสิ่งที่ไม่อาจแยกจากกัน

    สุดปลายรุ้ง
    การเดินทาง การท่องเที่ยว ประสบการณ์ที่ไหลสวนกับระยะทางที่ผ่านไป

    my Poetry
    โคลง ฉันน์ กาพย์ กลอน หรือเพียงแค่ คำพูดที่คล้องจอง

    เทอมสุดท้ายในจุฬาฯ
    ความทรงจำต่อสถานที่และสังคมที่จะมีโอกาสเพียงหนึ่งเทอมเท่านั้นที่จะได้เก็บเกี่ยว ..เทอมสุดท้าย..

    หน้าหนัง
    วิจารณ์? พรรณนา? อธิบาย? แนะนำ?  หรือ ระบาย..
    ภาพยนตร์ บทละคร

    Book on Bed
    อาหารสมอง อาหารความคิด อาหารจิตใจ .. เพียงแค่สละเวลาวันละนิด อ่านหนังสือกันเถอะ

    Song in Mood
    บทเพลงที่ล่องลอยมาตามสายลมแห่งความรู้สึก ..
    พริ้วไหว .. โอนอ่อน

    Next Click!
    วิทยาการ เวบไซต์ หรือแม้กระทั่งบทความจากเมลล์ฟอร์เวิร์ดที่เราจะไม่ได้ใส่ความคิดเห็นของเราลงไปด้วย ถ้าเราได้แต่ฟอร์เวิร์ดๆ

    Nightmare (dark side)
    ขาว-ดำ สุข-ทุกข์ เหนือ-ใต้ ใน-นอก ถ้า SunShine* เปรียบเหมือนความสดใสแล้ว Nightmare คืออีกด้านหนึ่ง

    Art is all around
    อัพเดทกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะที่น่าสนใจ .. จะรวบรวมมาให้ที่นี่


     

     

    อ่านบลอคล่าสุดทั้งหมด>> 

     

     

     
     
    October 13

    silence before the storm ..

     
     พัฒนาการก้าวกระโดด ที่นี่ เร็วๆ นี้
     
                 .
                 .
                 .
                 .
             .   .
         .   .   .
     .   .   .   .
     
     
     
    October 12

    กินเจวันที่สอง + มีเรื่องระทึกด้วย

     
    เมื่อวาน(11 ต.ค. 50)เป็นวันที่กินเจเป็นวันที่สองของเรา(เรานับวันที่ 10 วัน pre ด้วย ที่จริงเขาเริ่มกินกัน 11-19)
     
    ตอนเช้าตื่นขึ้นมาใส่บาตรเพราะเป็นวันพระ วันสารทไทยอ่ะ แม่บอกมา ก็เลยตื่นซะหน่อยละกัน ตอนนี้เราตั้งใจไว้ว่าจะตื่นใส่บาตรทุกวันพระแระ
     
    พอใส่เสร็จก็กลับขึ้นมานอนต่อ ตื่นมาอีกทีก็ใกล้เที่ยง
     
    เริ่มด้วยมื้อ Brunch(Breakfast+Lunch; เขาใช้กันจริงๆ นะ) ของเราก็เป็นมาม่าเจรสต้มยำ ที่ซื้อมาจากเซเว่นตั้งแต่วันที่เรียนรู้ว่าอาหารเจที่โรงอาหาร รสชาติแบบว่า...
     
    หลังจากนั้นเราก็ไปนั่งทำงานที่หอกลางยาวเลยจนถึงหอกลางปิด แทบไม่เชื่อตัวเองเลยว่า คน ADHD อย่างเรา จะอยู่อย่างนั้นได้นานๆ ไม่เชื่อเลยนะจริงๆ ๕๕
     
    แล้วเมื่อหอกลางปิดเราก็เดินไปหาอาหารเจมื้อ Dinner ที่สวนหลวง ซึ่งสวนหลวงเหมือนมีงานวัด คนเยอะเวอร์ สีเหลืองพรื้ดไปหมด วันนี้เราว่าจะกินหมี่ซั่วซึ่งเป็นเมนูที่จะพลาดไม่ได้ เมื่อถึงเทศกาลกินเจ
     
    เดินๆ หาดูเจอร้านน่ากิน สั่งใส่กล่องมา 35 บาท เดินไปเซเว่นต่อ จะซื้อมาม่าเจสำหรับวันรุ่งขึ้นอีก (เราซื้อทีละถ้วยเพราะกลัวตัวเองเบื่อ) เดินผ่านร้านของทอด น่ากินจัง แวะซื้ออีก ข้าวโพดทอด 2 ชิ้น ไชเท้าทอด 2 ชิ้น 20 บาท
     
     
     
    ซื้อมาม่าในเซเว่นเสร็จก็เดินกลับ เดินคุยโทรศัพท์นัดแน่ะเรื่องไปดูหนังบุฟเฟ่ต์กับเพื่อนๆ ไปเรื่อยๆ จนเดินเข้าไปตรงสวนสุขภาพข้างสนามเทนนิส ข้างๆ ธรรมสถาน
     
    คุยๆ ไปเรื่อยๆ มีผู้ชายขี่จักรยานมาจากข้างหลังเรา (บนฟุตบาทนะ) แล้วก็ไปหยุดข้างหน้า เลยเราไปนิดหนึ่ง แต่เราไม่ทันเอ๊ะใจอะไร
     
    พอเราเดินผ่านเขาไป เขาก็เรียก แล้วถามว่า "ตอนนี้กี่โมงแล้วอ่ะ"
     
    ด้วยความที่ตกใจเล็กน้อย เพราะไม่ทันว่าใครจะมาเรียกตอนนี้ ก็เลยกดวางหูโทรศัพท์เพื่อนไป เพราะว่าจะดูเวลาที่โทรศัพท์ แล้วเราก็บอกเวลาเขาไป
     
    "สามทุ่มคับ" แล้วก็จะเดินต่อ เพราะคิดว่าบทสนธนาได้จบแล้ว  ..แต่
     
    "กลับแล้วเหรอครับ"
     
    ..อึ้งง่ะ อะไรยังไง ยิ้มแหย่ๆ แล้วก็ผยักหน้างงๆ ไปให้
     
    "ก็เห็นว่าเดินคนเดียว ..บลาๆๆ"
     
    ตรง บลาๆๆ คือ ไม่รู้ว่าพูดอะไร รีบเดินมาก่อน..  กลัวแสด ..อะไรเนี้ย
     
    แล้วก็แอบเหลือบไปมองข้างหลังเป็นระยะๆ ว่าเขาไปไหน เห็นว่าเขาขี่จักรยานเข้าไปในสวนสุขภาพ ก็โล่ง.. รีบโทรหาเพื่อนใหม่ .. เมาท์ๆๆ ให้กัน(ต์)ฟัง
     
    คุยๆ ยังไม่จบไม่สิ้น เดินมาเรื่อยๆ ยังไม่ถึงหอซะที
     
    และแล้ว ก็มีจักรยานหนึ่งคันขี่ผ่านเราไป ตอนนี้ขี่บนถนนแล้ว แล้วเขา(หรือมัน)คนนั้นก็หันหน้ามายิ้มให้เรา ..
     
    แง่ง  ..  กรี๊ดในใจ.. แต่ด้วยความที่เป็นคนดีโดยสันดาน แม่งเสือกยิ้มตอบกลับไปด้วยรีเฟลกซ์ (ยิ้มกรูนิ่ผ่านแค่ไขสันหลัง ไม่ได้ผ่านสมองเลยกรู)
     
    ..แอร๊ยส์ ในใจอยากเดินถึงหอให้เร็วที่สุด คิดวางแผนไว้ต่างๆ นานา ว่าเดี๋ยวข้างหน้าก็มียามแล้ว ไม่เป็นไรหรอก คนก็มีเดินอยู่ประปราย
     
    ..(ตอนนั้นด้วยความกลัวเลยคิดไปต่างๆ นานา แต่ที่จริงนะไม่ต้องคิดอะไรหรอก  มันไม่กล้าทำอะไรหรอก ๕๕  ดูถึกถึนขนาดนี้ ๕๕๕)
     
    ..แต่ตาก็ยังคอยมองหาจักรยานอยู่เรื่อยๆ เฮออ โล่งไม่มีมัน(เอ๊ะ เขาสิ)แล้ว ถึงหอแล้ว ..เฮออออออ
     
    ..ตื่นเต้น
     
     
     
    ขึ้นห้องแกะหมี่ซั่วกิน อร๊อย อร่อย ..คุ้มค่า 35 บาท
     
    กินของทอด ชิ้นใหญ่มากมาย แต่เป็นแป้งซะเยอะพี่น้อง.. กินไม่หมดเรย ถ้ากินหมดคงอ้วนตาย..
     
    สรุปการกินเจของเราวันที่สองก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่นบวกกับการรู้สึกดีกับตัวเองเพิ่มขึ้นมาในมุมที่นานๆ จะได้มีโอกาสมองอีก
     
    บวกกับประสบการณ์ระทึกใจอีกต่างหาก ..นึกแล้วขำ   ..จะอะไรกับกรูว่าาา..๕๕๕
     
    ขอให้ทุกท่านโชคดี..
     
    October 11

    ไม่อยากจะคุย ไม่อยากจะคุย

     
    ไม่อยากจะคุย ไม่อยากจะคุย ไม่อยากจะคุย ผัวอยู่ถาปัต ถาปัต ถาปัตสวัสดีคร่ะ สวัสดีคร่ะ ผัวอยู่ถาปัต..
     
    เคยได้ยินเพลงนี้กันรึเปล่าอ่ะ  เป็นเพลงที่เราฟังที่ไรก็ฮาทุกที ..ไม่ไหวแระ คิดได้เนาะ.. ใครไม่เคยฟัง รีเควสมา เด้วร้องให้ฟัง

    ..แต่ที่เขียนอย่างนี้ไม่ได้จะสื่ออะไรทั้งนั้น อย่าเพิ่งคิดไปไกล ไม่ได้มีผัวอยู่ถาปัตแต่อย่างใด เพราะตอนนี้ไม่มีผัว ..๕

     
    แค่ไม่อยากจะคุยอยู่เรื่องหนึ่ง นั้นก็คือเรื่องการทำ Skin ใช้ได้ของเรา ..อิอิ
    skin ที่ว่านี้คือ skin ใน hi5 อ่ะ ใครเล่น hi5 คงคุ้นเคยดี .. ถ้าใครไม่เคยเล่นก็เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ว่าเหมือนกรอบโทรศัพท์มือถือที่เปลี่ยนได้อ่ะ
     
    ที่นี่เราเป็นคนไม่ชอบใช้ skin ที่ทางเวบมีมาให้ตั้งนาน ไม่เคยใช้เลย แต่งหน้าตาโพรไฟล์ของตัวเองตลอด แต่ยังไม่เคยถึงขั้นทำ skin เอง
     
    และครั้งนี้เราได้ทำ skin เองอย่างจริงจัง ...สำเร็จแล้ว
     
    ..เหตุผลที่น่าภูมิใจมีอยู่สองอย่างคือ
    1. มี skin ของตัวเองค้าบ เท่ห์ปะหล่ะ
    2. ใครที่ชอบของเรา ก็สามารถเอาไปใช้ได้ง่ายๆ ด้วย อิอิ
     
    เด็ดซะ
    บังคับให้เข้าไปดูเดี๋ยวนี้เรย  ที่นี่ http://alohaoat.hi5.com/

     
    เออ แล้วอันนี้ไม่คุยแระ แค่จะบอกให้ฟัง ว่า

     
    ข้าวโอ๊ตกินเจ..
     

    ๕๕ ลองดูเฉยๆ น่ะ คิดไว้ว่า ถ้ารอด 3 วัน ก็จะกินต่อจนครบ 9 วัน
     
    สิ่งที่กินภายในวันนี้คือ แอปเปิ้ลหนึ่งลูกตอนบ่ายสอง ข้าวผัดเจไม่อร่อยหนึ่งจานตอนห้าโมงเย็น แล้วก็ข้าวราดแกงเจที่สวนหลวงอร่อยๆ แพงๆ หนึ่งจานตอนห้าทุ่ม
     
    ..ไม่รู้ว่าตัวเองจะทนได้นานแค่ไหน
     
    เห็นอะไรๆ ที่เป็นเนื้อ นม ไข่ ก็อยากกินไปหมด
     
    ยิ่งเราชอบกินโยเกิร์ตด้วยนะ แวะเซเว่นแล้วน้ำลายหก ๕๕๕

    ..แต่ยังไงก็ ไฟต์ติ้ง คับ  เมื่อผ่านมาหนึ่งวันก็รู้สึกดี ที่เราไม่เอาเลือดเนื้อของผู้อื่น มาเติมเป็นเลือดเนื้อของตัวเราครับ

    ..ใครกินก็ขอให้โชคดี ใครไม่กินก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าวันไหนอยากกินก็กินเลย  รับรอง ดีจริง..!!
     
    October 06

    เขาหาว่าหนูโดนผัวทิ้ง..

     
    ๕๕๕ ชื่อเรื่องแรงดีแมะ ดูเป็นตุ๊ดมากเลยเนาะ ขอยืนยันเช่นเดิมนะครับ ว่ายังเป็นผู้ชายร้อยเปอร์เซนต์(ที่ชอบผู้ชาย)
     
    กล่าวคือตั้งชื่อเรื่องให้ล่อตาล่อใจไปงั้นแระ ..บลอคนี้จะไม่มีเรื่องอย่างนั้นหรอกนะจ้ะ  อิอิ ต้องมีคนหลงรีบเข้ามาเพราะคิดว่าข้าวโอ๊ตจะสร้างอะไรที่สะเทือนวงการละสิ ..ไหนๆ เข้ามาแล้วก็อ่านไปให้จบละกันเนาะ เดี๋ยวเสียเที่ยว

     
    วันนี้ที่มาเขียนก็จะมาเล่าให้ฟังว่าทำไมถึงหายไปนาน ใช่ว่าเราอยากหายไปนะ รู้มั้ยว่าคิดถึ๊ง..คิดถึงสเปซอ่ะ แต่เพราะช่วงที่ผ่านมาต้องทำ Proposal กับ Present ฝึกงาน แล้วก็รายงานฝึกงานส่งอาจารย์นั้นเอง ก็เลยหายตัวไปเฉยๆ โดยทิ้งบลอคเรื่องน่าเกลียดๆ อันล่าสุดไว้ให้ใครหลายคนเข้าใจว่าเรา..อะไรต่ออะไร
     
    ผลลัพธ์ของงานที่ทำไปคือ เกร๋กูด.. อาจารย์จะกูดด้วยรึเปล่าไม่สนใจ เมื่อผ่านแล้วก็ขอกูดอยู่คนเดียวก็ดีใจแล้ว เพราะที่ผ่านมาก็นับว่าหนักและเหนื่อยเหลือทนเลยทีเดียว เชื่อมั้ยว่า การนอนไม่พอมันส่งผลเสียต่อร่างกายมหาศาลเลยนะ ทั้งเป็นไข้และเป็นสิว : p
     
    พอมันผ่านไปแล้วก็โล่งใจพอประมาณ ที่โล่งแค่พอประมาณเพราะยังต้องส่ง Project ในส่วนของบทที่ 1 และ 2 อย่างช้าภายในวันที่ 22 ตุลาคม 2550 นี้ ใครเคยทำโปรเจคต์คงรู้ดี เป็นบทที่ไล่มาตั้งแต่ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วัตถุประสงค์ในการวิจัย คำจำกัดความในการวิจัย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ และในบทที่ 2 เป็นบทที่ว่าด้วยกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติการ และวิธีดำเนินการการปฏิบัติงาน
     
    ..ซึ่ง an effect is อดไปค่ายทานตะวัน...
     
    ทีนี้เราก็เหลือการเดินทางช่วงปิดเทอมครั้งเดียวแล้วก็คือ การเรียนวิชา Personal Growth(จิตวิทยาเพื่อความงอกงามส่วนบุคคล) ที่ต้องไปเรียน ณ ดอยอินนนท์ เป็นเวลา 6-7 วัน ไม่แน่ใจ..  หวังว่าเมื่อไปเรียนแล้วเราจะ Growth นะ ..แต่ที่แน่ๆ ประหยัดเวลาลงเรียนไป 3 หน่วย เพราะเรียนจบ 7 วันได้เกรดเลยครับ..
     

    มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว ทำให้อยากเขียนบางสิ่ง
     
    "ความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน" คือ สัจธรรม  ..Correlation not Absolutely is Truth..
     
    ดังนั้นเราอย่ายึดติด คนเราควรทำความเข้าใจให้ได้ว่า เมื่อเรามีความสัมพันธ์กับสิ่งไหน หรือ กับใคร ความสัมพันธ์นั้นไม่อาจจะอยู่กับเราได้ตลอด ของสิ่งนั้นต้องสูญสลายไป คนๆ นั้นต้องจากเราไป
     
    มีสิ่งที่อยากบอกกับบางคนว่า อะไรมันจะเป็นไปอย่างไร ก็ปล่อยให้มันเป็นไป อย่าเข้าไปแทรกแซงระหว่างความสัมพันธ์นั้นๆ เลย คอยสังเกตดูความเปลี่ยนแปลงและยอมรับมันจะดีกว่า
     
    เมื่อเราทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงภายนอกได้แล้ว เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในตัวเรา และเราจะเข้าใจได้ว่าเรามีศักยภาพเหลือล้นอยู่ในตัว สามารถงอกงามได้มากกว่าที่เป็นอยู่
     
    .
    หวังว่าใครหลงเข้ามาอ่านจะได้อะไรไปบ้างไม่มากก็น้อยเนาะ..แล้วก็ขอบใจสำหรับการติดตามบลอคเรา..