Oatto's profile:: O@t Place ::PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    February 18

    วันที่ฉันป่วย

     

              ป่วย อีกแล้ว สังเกตตัวเองดูเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น เรามีแนวโน้มป่วยบ่อยกว่าคนอื่น และป่วยแต่ละครั้งอาการก็ค่อนข้างจะหนักทุกครั้ง เหอๆ แปลกดี คนอื่นเขาไม่เห็นค่อยป่วยบ่อยเหมือนเราเลย

              เมื่อเป็นไข้ หลับก็ไม่ค่อยสบาย กระสับกระส่าย ตื่นขึ้นมาบ่อย เมื่อเช้าก็ตื่นมาหลายรอบ จนคิดว่าต้องลุกขึ้นมาหายากินแล้ว กินยาเสร็จลงไปนอนต่อ ตอนนั้นประมาณเจ็ดโมง อากาศกำลังดี แต่ก็เย็นเกินไปสำหรับการที่จะห่มผ้าให้เหงื่อออก จึงลุกขึ้นอีกครั้งหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กไปชุบน้ำมาโปะหัว แล้วแอบหยิบผ้าห่มนวมของรูมเมทมาห่มทับผ้าห่มตัวเองอีกชั้นหนึ่ง ทีนี่ได้นอนเหงื่อไหลเป็นสายน้ำ รู้สึกดีขึ้นหน่อย จมูกก็โล่งมากขึ้น

              พอรู้สึกว่าอบตัวมานานพอแล้วจึงลุกขึ้น คิดอยากจะทำอะไรดีๆ ให้แก่ตัวเองในวันที่ตื่นเช้าอย่างนี้สักหน่อย จึงนั่งสมาธิ บนเตียงนั้นแระ ก็รู้สึกดีนะ ถึงแม้ว่ายังไม่ค่อยมีสมาธิมากเท่าที่ควร แต่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่น่าพอใจ คิดไปว่าอยากตื่นเช้าอย่างนี้ ลุกขึ้นมานั่งสมาธิทุกวัน มันคงจะดี เพราะจำได้ว่าเคยนั่งสมาธิอยู่สม่ำเสมออยู่ช่วงหนึ่ง นานมากแล้ว ตอนเด็กๆ นู้นน่ะ ช่วงนั้นรู้สึกว่าตัวเองมีพลังชีวิตที่มีคุณภาพมาก อยากมีอย่างนั้นอีกสักครั้ง ตลอดไปก็คงจะดี

              ตื่นเช้าทั้งที บวกกับบ่ายนี้จะสอบวิชาจิตวิทยาสังคมและสุขภาพด้วย เพิ่งอ่านหนังสือสอบไปถึงการรักษาสุขภาพที่ดีว่าสมควรจะกินอาหารเช้าทุกวัน หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จจึงลงไปกินข้าวเช้าอย่างสงบสดใส โรงอาหารตอนเช้ามันมีเสน่ห์ดีนะ

              ตอนนี้ทำตัวเหมือนคนวัวหายล้อมคอก พอป่วยขึ้นมา ก็ค่อยลุกขึ้นมารักษาสุขภาพซะทีหนึ่ง แล้วก็รู้สึกอยากรักษาสุขภาพอย่างนี้ไปตลอด แต่ก็คงอีกไม่นานหรอก กระแสนี้ก็ค่อยๆ เงียบเสียงไป เหมือนกับกระแสต่างๆ ในสังคมทุกวันนี้อยู่หรอก อะไรดังขึ้นมาหน่อยก็เฮวิ่งตามกันไป ใครจะรู้บ้างว่าตอนนี้ประเทศไทยมีถุงผ้าในตลาดถึง 90 ล้านใบแล้ว มากกว่าจำนวนประชากรซะอีก แล้วอย่างนี้มันคือวิธีลดโลกร้อนจริงๆ เหรอ?

              พอดีฉันก็เพิ่งอ่านจากหนังสือพิมพ์หลังกินข้าวเช้าเสร็จเมื่อกี้เองแระ.

     

    February 09

    ห้องน้ำหอใน

     

              เพิ่งอาบน้ำตอนตีสี่ เกิดความรู้สึกอยากเขียนบลอคขึ้นมา แล้วนึกถึงเรื่องที่เมื่อตอนเย็นพี่กันต์(พี่ที่ฝึกงาน)มาขอสัมภาษณ์พร้อมถ่ายรูปเราไปลง Lisa เกี่ยวกับเรื่องการอยู่หอ เราเป็นเคสของคนที่เลือกอยู่หอในว่าเหตุผลยังไงและได้รับอะไรจากการอยู่หอในบ้าง พอตอนอาบน้ำเสร็จพลันนึกขึ้นได้ว่า "เราอาบน้ำในห้องน้ำที่ปิดบังสายตาด้วยผ้าม่าน(พลาสติก)นิ่หว่า"

              วันนี้เลยตั้งใจเล่าเรื่อง "ห้องน้ำหอใน" ในคอลัมน์เทอมสุดท้ายในจุฬาฯให้ฟังละกัน เราจะเก็บไว้เป็นความทรงจำด้วยล่ะ เพื่อวันใดวันหนึ่งเมื่อจบออกไปแล้ว เราจะลืมอะไรบางอย่างไป

              จำได้ว่าเมื่อแรกเข้ามาอยู่หอในที่จุฬาก็รู้สึกหวั่นๆ กับการเข้าห้องน้ำเลย เพราะว่าเราอยู่ครอบครัวเดี่ยวมาโดยตลอด ไม่ค่อยได้ใช้ห้องน้ำร่วมกับใครเท่าไหร่ อีกทั้งตอนนั้นยังเป็นเด็กน้อยขี้อายอยู่ ก็ไม่ค่อยอยากจะโชว์สัดโชว์ส่วนอะไรกับเขาหรอก กลัวๆ อยู่

              แล้วอย่างที่รู้กัน ห้องน้ำหอในเป็นห้องน้ำรวม มีอ่างล่างหน้าอยู่กลางห้องพร้อมกระจกยาวตลอดแนว ด้านหลังกระจกคือฝั่งตรงข้ามกับอ่างล้างหน้าเป็นโซนซักผ้า แล้วรอบๆ นั้นก็มีห้องอาบน้ำอยู่ประมาณสิบห้อง (ไม่เคยนับอ่ะ ทั้งๆ ที่เขามีเลขติดไว้) แล้วถัดมาก็เป็นห้องสุขาจำนวนเท่าๆ กัน อ่อ เกือบลืมโถปัสสาวะของผู้ชาย อยู่ตรงข้ามอ่างล้างหน้า ที่เกือบลืมคงเป็นเพราะไม่ค่อยได้ใช้ เหอๆ

              จำได้ว่าเมื่อแรกเข้ามาเราอยู่ชั้นสี่(ตึกจำปีนิ่แระ) แล้วฝั่งที่เราอยู่(ห้องน้ำมีสองฝั่ง)มีห้องน้ำที่เป็นประตูกั้นอยู่สองห้อง นอกนั้นเป็นผ้าม่านหมดเลย ตอนนั้นเรารู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก เพราะว่ายังมีห้องอาบน้ำที่เป็นประตูให้ใช้ ตอนจะอาบน้ำทีไรต้องมาดูที่ห้องน้ำก่อนว่าห้องที่เป็นประตูว่างรึเปล่า ไม่งั้นก็ยังไม่อาบ จะรอจนกว่าจะว่าง (ดูสิ คนมันอ่อนต่อโลกขนาดไหน)

              แล้วพอนานๆ ไป จากสองเหลือแค่หนึ่ง จากหนึ่งกลายเป็นศูนย์ แต่กว่าประตูห้องน้ำจะหายไปหมด หน้าก็เริ่มหนาขึ้นมาเรื่อยๆ แล้ว เมื่อถึงเวลานนั้นจริงๆ เลยพอเหมาะพอดีกัน ไม่รู้สึกกลัวอะไรอีกแล้ว

              นั่งระลึกเขียนไปมา ก็นึกขึ้นได้อีกแล้วว่าทำไมเราถึงไม่อยากอาบน้ำในห้องที่เป็นประตูผ้าม่าน เพราะเรากลัวเพื่อนแกล้งเรานั้นเอง ตอนนั้นคงเด็กมาก แล้วก็กลัววิธีการแกล้งอะไรเด็กๆ แบบนี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้มันคงไม่แกล้งกันแล้วล่ะ .. อยากดูเหรอ เดี๋ยวเปิดให้ดูเรย  ๕๕๕

              เล่าไปเล่ามาสนุกดี ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับหอเรื่องอื่นให้ฟังอีก วันนี้นอนก่อนนะ จะตีห้าแล้ว

              อี๊ววว.......

    February 05

    ผมสั้นอย่างนี้มันโล่งจริงๆ

     

              ๕๕ ขึ้นชื่อเรื่องแบบนี้ก็คงต้องรู้แล้วใช่มั้ยล่ะ ว่าเราไปตัดผมมา .. ใช่แล้ว ไปตัดผมมาแล้ว ตัดแบบสั้นเลย ไม่เหมือนตัดครั้งก่อนๆ ที่เป็นแค่การซอยให้เข้าทรง ตอนนี้ก็ปิดฉากสะก๊อยส์ลงได้

              ห่างหายจากความรู้สึกโล่งหัวตอนสระผมมานาน เพิ่งรู้สึกก็วันนี้แระ วันแรกที่ได้สระผมสั้นๆ ของตัวเองในรอบปีกว่า .. มันรู้สึกดีจริงๆ

              แล้ววันนี้ก็ได้ไปรับแบบสอบถามที่ฝากไว้กับโรงเรียนอนุบาลเสริมมิตรมา ที่เคยเล่าไปในบลอคก่อนๆ ที่ว่าร้อนแทบตาย ปรากฏว่าวันที่ไปโรงเรียนวันนี้ต่างจากวันนั้นอย่างสิ้นเชิง เพราะว่าฝนตกฉ่ำทั้งวัน ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกชุ่มชื่นหัวใจเป็นอย่างมาก (..ชอบฝนตกอ่ะ)

              จำได้ว่าเคยคุยไปแล้วล่ะ เกี่ยวกับการชอบฝนของเรา ในบลอคเก่าๆ สักอันจำไม่ได้เหมือนกันว่าอันไหน คงหลายปีมาแล้ว ซึ่งข้อสันนิษฐานอย่างหนึ่งที่เข้าข้างตัวเองพอสมควรคือ ช่วงวันที่เกิดมาบนโลกเป็นช่วงหน้าฝนพอดี เหอๆ.. ไม่ค่อยเกี่ยวกันแต่ก็บอกแล้วว่าเข้าข้างตัวเอง

    หมายเหตุ ตัดผมวันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๑

    February 03

    ตัวอย่างกฎแห่งการดึงดูด

     

              เนื่องจากวันนี้ได้อ่านหนังสือพิมพ์ที่มีเรื่องเกี่ยวกับอาหาร และภายในนั้นยังมีรูปภาพของอาหารที่เป็นเส้นหลายอย่าง ข้าพเจ้าจึงเกิดความใคร่ที่จะกินอาหารที่เป็นเส้น และเป็นที่ๆ แปลกๆ ไม่เคยได้ไปหรือไม่ค่อยได้ไป

              เดินไปนึกไปตลอดว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี นึกมาเรื่อยๆ จนคิดได้ว่าสมควรจะไปชวนเพื่อนออกไปหาอะไรกินข้างนอก ซึ่งอาจเป็นราเมนหรือว่าก๋วยเตี๋ยวเรืออนุเสาวรีย์ฯ

              แต่ปรากฏว่าเมื่อกลับมาถึงห้องแล้วเพื่อนได้นัดกันไปกินข้าวที่สวนหลวงเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะออกไปอกินพอดี ข้าพเจ้าก็เลยต้องเลยตามเลย ไปด้วยก็ได้ แต่ในใจก็ยังคิดจะหาอาหารที่เป็นเส้นที่สวนหลวงกินอยู่ดี ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นอะไรที่ไม่แปลกอย่างที่ต้องการแต่ก็ดีกว่าไม่ได้กิน

              แต่ปรากฏว่า(อีกครั้ง)ร้านที่กลุ่มเพื่อนจะไปกินกันนั้น เป็นร้าน 'ก๋วยจั๊บเวียดกง' ที่เพิ่งเปิดใหม่ เมื่อสอบถามเสร็จสรรพว่าเส้นก๋วยจั๊บของร้านนี้เป็นอย่างไรแล้วได้คำตอบว่าเป็นเส้นเล็กๆ ยาวๆ เหมือนบะหมี่ ข้าพเจ้าก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าสิ่งที่ตนเองต้องการเมื่อครู่ที่คิดว่าจะไม่ได้รับแล้ว กลับกระโดดมาอยู่บนตักอย่างง่ายดาย

              ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะ กฎนี้ กฏแห่งการดึงดูด (Law of Attraction)