ผมรู้แล้วว่าทำไมผมถึงชอบเวลาที่รูมเมทคนอื่นๆ นอนหลับกันไปหมดแล้ว เพราะผมชอบความรู้สึกอิสระ ใช่สิ ผมน่าจะเรียกมันว่าอย่างนั้น
จะว่าไปแล้วประโยคเริ่มต้นนี้น่าจะสะท้อนความคิดของผม ณ ขณะนี้ออกได้ดี 'ผมต้องการอิสระ'
ผมมีความรู้สึกอยากเขียนบลอค แต่ผมจะเขียนได้อย่างไร หากเมื่อมีคนเดินวนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้ คุณคงสงสัยว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน 'ผมอยู่ที่บ้านของตัวเอง'
หลายคนสงสัยต่อว่า เอ๊ะ แล้วที่บ้านไม่มีห้องส่วนตัวเหรอ .. เหอๆ มันกลายเป็นห้องแต่งตัวและเก็บเสื้อผ้าส่วนกลางของบ้านไปแล้วครับ ตั้งแต่ผมย้ายก้นตัวเองออกไปอยู่หอพัก ทำตัวเป็นนิสิตมหาวิทยาลัย
บางคนอาจสงสัยต่อว่า แล้วมรึงมาเพ้อเจ้อเรื่องอะไรอยู่เนี่ย .. เคยได้ยินคำกล่าวเรื่องหนึ่งมั้ยครับที่เขาว่า คนเราจะเป็นตัวเองมากที่สุดเมื่ออยู่บ้าน คนเราจะยิ้มแย้มแจ่มใสกับคนรอบข้างที่ทำงาน แต่เมื่อกลับบ้านมาแล้ว เขาไม่ต้องปั้นหน้าเพื่อใครอีกแล้ว ดังนั้นเขาอาจมีใบหน้าที่บึ้งตึงก็ได้ ซึ่งอยากบอกให้รู้กันไว้นะครับ ว่าใครที่มีคนในครอบครัวเป็นแบบนี้ ขอให้จงมองให้ดีไว้ว่า เขาคนนั้นจริงใจกับเราและเขารู้ว่าเราจริงใจต่อเขาอย่างจริงๆ ดังนั้นเขาไม่ต้องมาปั้นหน้าเพื่อจุดประสงค์ใดอีกต่อไป
มองต่อเนื่องได้อีกนะครับ ว่าใครที่เจอแต่คนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเข้าใส่ ลองมองให้ดีนะครับว่าเขายิ้มอย่างจริงใจอะไรรึเปล่า และสิ่งที่แก้ไขได้ก็คือตัวคุณเองครับ ไม่สายเกินไปหรอก
กลับเข้าเรื่องของผม เฉกเช่นเดียวกันนะครับ เมื่อผมได้กลับมาอยู่บ้าน ผมไม่ต้องยิ้มแย้มเพื่อใครอีก ไม่ต้องหน่วงเวลาตัวเองเพื่อใครอีก จึงเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ หัวสมองมันจึงเพ้อเจ้อเช่นนี้แล
ถ้าจะอนุมานเอาจากคำพูดผมนะครับ ก็จะแปลว่า ผมเป็นคนเพ้อเจ้อ .. ก็ว่าได้ครับ
ไม่รู้จะเขียนไรต่อแล้วครับ เอาเป็นว่าได้ชื่อหัวเรื่องแล้ว เพ้อเจ้อ นั้นเอง บลอคนี้ขอเขียนป่วงๆ อย่างนี้นะ
อย่างน้อยผมก็รู้สึกได้ว่าหัวโล่งขึ้นหน่อย
ขอบคุณครับ