Oatto's profile:: O@t Place ::PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 11

    สเปซนี้ไม่ไร้สาระ

    เมื่อคุณอ่านไปเรื่อยๆ คุณจะรู้

    ผมรู้เหตุผลของความเพ้อเจ้อของเมื่อวานที่อยู่ในบลอคที่แล้วได้แล้ว เพราะวันนี้มันรุนแรงแม้ปรับองศามิติไปเล็กน้อย

    สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือ หงุดหงิดมาก(กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก)
    ซึ่งน่าจะเกิดมาจากต้นเหตุสองอย่างใหญ่ อย่างแรกคืออากาศร้อน ที่ร้อนมากที่สุดตั้งแต่กลับบ้านมาครั้งนี้
    ทั้งๆ ที่เป็นเวลากลางคืนแล้ว กลับยิ่งเพิ่มพูนความระอุขึ้นภายในตัว
    เหตุผลอย่างที่สองคือละคร ละครหลังข่าวช่องสาม ออกอากาศทุกคืนวันพุธและพฤหัส ใช่ครับ 'สวรรค์เบี่ยง'
    ความรู้สึกของผมต่อละครเรื่องนี้ ณ สองวันนี้ต่างจากเมื่อแรกดูเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอย่างสุดขั้ว

    "คงได้ติดละครสวรรค์เบี่ยงอีกแน่เลยเรา" คือความคิดของผมเมื่อได้ดูสองวันแรกของการออกอากาศ
    "เหี้ยแม่ง เลวเหี้ย ดูมันทำกับคนอื่นได้ขนาดนี้ กูไม่ดูไอ้เหี้ยนี้แล้ว จนกว่ามันจะกลายเป็นคนดี" นี่คือความคิดของผมวันนี้

    แค่สองเหตุผลนี้ก็ทำให้สติของผมกระเจิงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้แล้ว
    แต่ผมโชคดีที่ผมรู้ตัว ก่อนที่จะทำให้บ้านแตกด้วยการวีนคนในครอบครัว
    ผมรีบไปอาบน้ำทันที หวังให้น้ำชะล้างความสกปรกและทำความสะอาดใจที่คุกรุ่น

    เปิดฝักบัวให้น้ำไหลผ่านตัวอยู่นาน (แม่ง จะช่วยได้เหรอว่ะ เหี้ยเอ๊ย)
    เมื่อเสร็จสิ้น อาการขุ่นมัวหายไป แล้วสงบลง (สบายขึ้นจริงๆ วะ)

    แต่งตัวเสร็จ ผสมโยเกิร์ตกับน้ำมะนาวเพื่อมาร์สหน้าเรียบร้อย จึงมานั่งหาที่เงียบๆ เกลาอารมณ์ตัวเองให้เรียบขึ้น
    เจอที่เงียบๆ ลมเย็นๆ และ(แทบ)ไม่ได้ยินเสียงจากโทรทัศน์
    นั่งนึกการเขียนบลอคว่าจะเล่าเรื่องนี้ดีมั้ยน่า?
    แล้วใครจะอ่านว่ะ มรึงก็แค่บ่นๆ เรื่องของตัวเองไปวันๆ
    กดเซฟออกไปก็มีหวังเป็นแค่ขยะอิเลคทรอนิคที่มีอยู่เกลื้อนระบบใยแมงมุมทั่วโลกนี้เต็มที
    มรึงไม่ได้สร้างสรรค์วรรณกรรมดีๆ ผ่านสายโทรศัพท์เลย
    มรึงอยากให้คนอื่นที่อ่านสเปซมรึงจดจำว่าสเปซมรึงก็เป็นแค่ไดอารี่ออนไลน์ของเด็กวัยรุ่นใจแตกทั่วไป ที่วันๆ ไม่ทำอะไรได้แต่แชตกันเอง แล้วก็เหมากันเอาว่าเป็นแฟน ต่อมาก็อกหัก ร้องไห้ นั่งสาธยายให้แม่(ง)มันฟังในบลอค .. อย่างงั้นเหรอ
    หึ.. ไม่อยากอ่ะ
    ถ้าอย่างนั้นมรึงต้องคิดสิว่ามรึงอยากทำอะไรให้สังคมได้บ้าง จากสิ่งที่มรึงชอบทำอย่างนี้
    ผมอยากเสนอแง่คิดดีๆ ที่ผมได้รับผ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตของผมในแต่ละวันให้คนได้รับและเรียนรู้ครับ
    เออ ดี แล้วที่มรึงเขียนมาทั้งหมดวันนี้ มรึงอยากจะบอกอะไรผู้อ่าน
    สิ่งที่ผมอยากบอกผ่านตัวหนังสือวันนี้ก็คือ เมื่อใดที่เราร้อนกายและร้อนใจ ขอให้เรารู้ตัวไว้นะครับ เพราะขณะนั้นเราสามารถกำกับฉากชีวิตของเราเองได้รุนแรงโหดร้ายมาก ขอให้ก้าวถอยออกมา เคยได้ยินที่เขาว่ากันว่าให้นับ หนึ่งถึงสิบ อะไรนั้นมั้ยครับ มันใช้ได้นะครับ อีกอย่างที่ผมทำเองวันนี้คือการอาบน้ำ ได้ผลดีเชียวครับ

    ขอให้ทุกคนอยู่ดีสุขกับหน้าร้อนนี้นะครับ
    และถ้าเป็นไปได้ช่วยประหยัดไฟ เลิกใช้ถุงพลาสติคกันด้วยนะครับ

    ป.ล. คืนนี้คนในครอบครัวไม่ได้เข้าไปดูละครในห้องเพราะประหยัดไฟ จึงเกิดเหตุการณ์กับผมขึ้นเช่นนี้แล .. ถือว่าได้เรียนรู้ชีวิตครับ
    ป.ล.2 บางคนสงสัยว่าทำไมต้องหาที่เงียบๆ ลมเย็นๆ ไม่มีห้องส่วนตัวเหรอ นั่นแน่ แปลว่าคุณไม่ได้อ่านบลอคที่แล้วครับ

    April 09

    เพ้อเจ้อ@Home

     

    ผมรู้แล้วว่าทำไมผมถึงชอบเวลาที่รูมเมทคนอื่นๆ นอนหลับกันไปหมดแล้ว เพราะผมชอบความรู้สึกอิสระ ใช่สิ ผมน่าจะเรียกมันว่าอย่างนั้น

    จะว่าไปแล้วประโยคเริ่มต้นนี้น่าจะสะท้อนความคิดของผม ณ ขณะนี้ออกได้ดี 'ผมต้องการอิสระ'

    ผมมีความรู้สึกอยากเขียนบลอค แต่ผมจะเขียนได้อย่างไร หากเมื่อมีคนเดินวนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้ คุณคงสงสัยว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน 'ผมอยู่ที่บ้านของตัวเอง'

    หลายคนสงสัยต่อว่า เอ๊ะ แล้วที่บ้านไม่มีห้องส่วนตัวเหรอ .. เหอๆ มันกลายเป็นห้องแต่งตัวและเก็บเสื้อผ้าส่วนกลางของบ้านไปแล้วครับ ตั้งแต่ผมย้ายก้นตัวเองออกไปอยู่หอพัก ทำตัวเป็นนิสิตมหาวิทยาลัย

    บางคนอาจสงสัยต่อว่า แล้วมรึงมาเพ้อเจ้อเรื่องอะไรอยู่เนี่ย .. เคยได้ยินคำกล่าวเรื่องหนึ่งมั้ยครับที่เขาว่า คนเราจะเป็นตัวเองมากที่สุดเมื่ออยู่บ้าน คนเราจะยิ้มแย้มแจ่มใสกับคนรอบข้างที่ทำงาน แต่เมื่อกลับบ้านมาแล้ว เขาไม่ต้องปั้นหน้าเพื่อใครอีกแล้ว ดังนั้นเขาอาจมีใบหน้าที่บึ้งตึงก็ได้ ซึ่งอยากบอกให้รู้กันไว้นะครับ ว่าใครที่มีคนในครอบครัวเป็นแบบนี้ ขอให้จงมองให้ดีไว้ว่า เขาคนนั้นจริงใจกับเราและเขารู้ว่าเราจริงใจต่อเขาอย่างจริงๆ ดังนั้นเขาไม่ต้องมาปั้นหน้าเพื่อจุดประสงค์ใดอีกต่อไป

    มองต่อเนื่องได้อีกนะครับ ว่าใครที่เจอแต่คนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเข้าใส่ ลองมองให้ดีนะครับว่าเขายิ้มอย่างจริงใจอะไรรึเปล่า และสิ่งที่แก้ไขได้ก็คือตัวคุณเองครับ ไม่สายเกินไปหรอก

    กลับเข้าเรื่องของผม เฉกเช่นเดียวกันนะครับ เมื่อผมได้กลับมาอยู่บ้าน ผมไม่ต้องยิ้มแย้มเพื่อใครอีก ไม่ต้องหน่วงเวลาตัวเองเพื่อใครอีก จึงเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ หัวสมองมันจึงเพ้อเจ้อเช่นนี้แล

    ถ้าจะอนุมานเอาจากคำพูดผมนะครับ ก็จะแปลว่า ผมเป็นคนเพ้อเจ้อ .. ก็ว่าได้ครับ

    ไม่รู้จะเขียนไรต่อแล้วครับ เอาเป็นว่าได้ชื่อหัวเรื่องแล้ว เพ้อเจ้อ นั้นเอง บลอคนี้ขอเขียนป่วงๆ อย่างนี้นะ

    อย่างน้อยผมก็รู้สึกได้ว่าหัวโล่งขึ้นหน่อย

    ขอบคุณครับ

    April 04

    เชื่อ

     

    ฉันเชื่อในเส้นทางเดินของชีวิต ว่ามันจะมีทางไปของมันเสมอ
    ฉันเชื่อในความตั้งใจมุ่งหวังของสรรพสิ่ง หากแน่ใจกับสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ
    หากเราเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง
    คิดอย่างที่เป็นตัวเอง
    แสดงออกอย่างที่เป็นตัวเอง
    ตรงไปตรงมา
    มั่นใจใจตนเอง
    ฉันเชื่อว่าหากเราหวังดาวดวงใด เราจักได้ดาวดวงนั้น

    April 03

    ไดอารี่ / นี่ / ที่บ้าน

     

    at home / หมา / หมา / กระต่าย / นก / พรวนดิน / ผัก / ตั้งใจ / a day ฉบับที่ 90 / หมูกระทะ / สวรรค์เบี่ยง / หนังสือ / หนังสือ / เรียน / ภาษาอังกฤษ / ซีดีและหนังสือ / เรือสำราญ / ศึกษา / ขายกาแฟ / สุขภาพ / อาหาร / การจัดการ / ด้วยตัวเอง / ขี่จักรยาน / ล้างรถ / จัดกระทำ / ระบบ / บ้าน

    / oi_io /