..
จริงๆ แล้วมันก็ไม่เชิงเรียกว่าคอนโดได้ดีนักหรอก
เพราะห้องก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ขนาดที่เราต้องอยู่คนเดียวเท่านั้นถึงจะพอใจ
แต่ที่คนทั่วไปเรียกว่าคอนโดนั้น อาจเป็นเพราะด้วยจำนวนตึกที่เยอะมาก
เราจำไม่ได้แล้วว่ามีสิบเท่าไหร่ตึก แต่ละตึกก็มีตั้งแปดเก้าชั้น(จำไม่ได้หรอกว่ามีกี่ชั้นเพราะไม่เคยขึ้นไปเกินชั้นหกเลยสักครั้ง)
และแน่นอนแต่ละตึกก็มีหน้าตาเหมือนๆ กัน
ยังจำได้ว่าวันแรกที่ได้เข้ามาเห็นคอนโดที่พี่คนโตอยู่นี้ รู้สึกทึ่งกับจำนวนตึกและการสร้างสรรค์หมู่บ้านจำลองของเจ้าของกิจการมาก
เมื่อมีห้องซึ่งถือว่าเป็นบ้านของหลายพันครอบครัว เมื่อมีคนก็มีการกิน ดังนั้นจึงมีตลาดถนอมมิตร และคนเราก็ต้องการการพักผ่อน สวนสาธารณะของคอนโดก็มีมารองรับ มีสระว่ายน้ำ มีฟิตเนส เรียกได้ว่าเป็นหมู่บ้านใหญ่ๆ หมู่หนึ่งเลยทีเดียว
พี่เราย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่สอง-สามปีแล้ว เราชอบสวนสาธารณะกับตลาดของที่นี่มากที่สุด สอง-สามปีที่ผ่านมาเราได้แวะมาที่นี่ถือว่าไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่ เพราะด้วยระยะทางไกลจากที่พักของเรามากอยู่ แต่เมื่อได้มาทีไรแล้วก็ได้มีโอกาสสัมผัสและเรียนรู้ชีวิตของกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในเมืองจำลองแห่งหนึ่งทุกครั้ง
สิ่งที่เราสังเกตได้อยู่เสมอคือ ที่นี่ไม่เคยขาดเด็กทารกสักครั้ง
เนื่องจากเราชอบเดินในสวนจึงมักเห็นคุณแม่พาเด็กตัวน้อยนั่งรถเข็นมาเสมอ เรียกได้ว่าได้เห็นภาพแบบนี้ทุกครั้งที่มาที่นี่เลยก็ว่าได้
เรากลับมา-คิดไป ว่าคนที่อยู่ที่นี่น่าจะไม่ใช่คนที่มีรายได้สูงประมาณต่อเดือนเป็นแสนเป็นแน่ คิดเอาเองจากค่าเช่าห้องที่พี่จ่ายและขนาดห้อง
ดังนั้น ในเมื่อเขาไม่ได้มีรายได้สูง แล้วทำไมเขายังมีลูกกันอีกล่ะ
ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเป็นความคิดเห็นแบบส่วนตัวเลยทีเดียว เพราะเราคิดว่า ตอนนี้เศรษฐกิจบ้านเมืองเราก็แย่พออยู่แล้ว ถ้าหากมีสมาชิกใหม่ในครอบครัวเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง ครอบครัวนั้นก็ต้องแชร์รายได้เพื่อเป็นการเลี้ยงดูสมาชิกใหม่นั้นด้วย ดังนั้นแล้วในกรณีของครอบครัวที่ไม่ได้มีรายได้สูงอะไรเมื่อมีสมาชิกเพิ่มเข้ามาในครอบครัว แน่นอนว่าจากรายได้ที่ไม่ค่อยจะพอใช้ก็ย่อมต้องไม่พอใช้มากขึ้นไปอีก
และเราคิดถึงสมาชิกที่เกิดขึ้นมาด้วยว่าเขาต้องเกิดมาโดยจะไม่ได้รับการเลี้ยงดูด้านการเงินดีพอสมควร(สำคัญสำหรับสังคมในปัจจุบัน) เราก็ไม่อยากให้มีเด็กที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้มากขึ้นไปอีก
แต่เรื่องนี้เราก็ไม่รู้ได้หรอกว่า ครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ ที่เราเห็นทุกครั้งที่นี่นั้น ก็อาจเป็นครอบครัวที่มีเงินเหลือพอให้แก่สมาชิกคนอื่นก็ได้
แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องการเงินสำหรับบางครอบครัวอาจจะไม่ได้สำคัญไปกว่าการมีโซ่ทองคล้องใจก็เป็นได้
.. เราอาจคิดไม่เหมือนเขา ..
แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ ความเป็นวงจร วงจรแห่งความเปลี่ยนแปลง ซึ่งแปลงเปลี่ยนแบบเป็นวงจร
อีกไม่กี่สัปดาห์เรากับพี่ก็ต้องย้ายของออกจากที่นี่กันแล้ว เพราะว่าพี่ได้ที่ทำงานที่อื่น
ไม่อยู่ได้ทันใช้ตลาดถนอมมิตรใหม่ ที่สูงใหญ่และใหม่เอี่ยม
แต่ก็ไม่รู้ว่ายังจะมีบรรยากาศแบบเดิมๆ อยู่รึเปล่า
เดินตลาดกับท้องฟ้าสีแดง
เราขอจดจำบรรยากาศแบบนั้นไว้ดีกว่า
.. ทุกๆ สิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง
จากนี้ไป สำหรับชีวิตเราแล้วก็คงเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่าง ซึ่งก็หวังว่ามันจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
..และใช่เรา
ป.ล. จะคิดถึงไอ้หมาสีแดงที่เจอกันไม่บ่อยแต่ก็ไม่เคยลืมกัน แล้วก็เพื่อนมันที่ชื่อโบ้ แต่หน้าบู้ ไม่ค่อยรับแขก แต่ก็เคยมาเคลี้ยเราอยู่ และจะไม่ลืมร้านอินเตอร์เนตที่เซอร์วิสมายด์ดีเยี่ยม จนเกือบจะหลงรักเข้าไปแล้ว ..