Oatto's profile:: O@t Place ::PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
July 31 ไพ่ เปิด อนาคตบางสิ่ง ฉันเลือกที่จะพลาดการรับรู้ ซึ่งมันทำให้ฉันยังนั่งยิ้มนอนยิ้มคนเดียวไปได้อีกสักสามเดือน
ฉันเลือกที่จะข่มใจให้ได้ ดีกว่าต้องนอนร้องไห้คืนนี้ทั้งคืน และยิ้มไม่ออกอีกเลย
.
.
.
ครั้งนี้ ฉันเลือกที่จะไม่รู้ แต่ฉันได้ยิ้ม July 29 พระจันทร์เต็มดวง ไดอารี่ : 29 ก.ค. 50
วันอาทิตย์ทั้งทีออกไปโลดเล่นสำรวจโลกใบย่อมสักหน่อย
เริ่มด้วยไปเดินผ่านห้องส่งของเอไทม์ในสยามเซนเตอร์ เจอมินิคอนเสิร์ตของพัดชา แต่ที่สำคัญเจอพี่เจไดอยู่ในตู้ น่ารั๊ก...
ต่อจากนั้นเดินไปพารากอนไปดูนิทรรศการ Enikki ได้แรงบันดาลใจในการเขียนไดอารี่บวกการวาดรูปบันทึกเหตุการณ์ยิ่งขึ้นไปอีก
แล้วก็ขึ้นรถไฟฟ้าไปเอมโพเรี่ยม ไป TCDC ไปดูนิทรรศการสองอย่าง หนึ่งคือ Love and Money ที่แสดงให้เราเห็นว่าเราสามารถทำสิ่งที่เรารักให้เป็นเงินได้ ถ้าเรามีความตั้งใจจริง สองคือ Mechanics Alive !! แสดงงานกลไกน่ารักๆ ต่างๆ เราชอบมากเลย เดี๋ยวที่ฝึกงานจะพาไปดูอีก คราวนี้เราจะลองต่อกลไกเองด้วย เพราะเขามีให้ลองเล่นเองทางด้านหลังล่ะ
และที่สำคัญที่สุดของวันนี้ก็คือการเวียนเทียน เพราะว่าวันนี้คือวันอาสาฬหบูชา เราก็ได้ไปเวียนเทียนที่ธรรมสถาน ก็รู้สึกดี ได้เห็นพระจันทร์สุกปลั่ง อยากให้ทุกคนมีความ 'สุข'ปลั่ง บ้าง
เรารู้สึกว่าช่วงนี้ทำไมโลกชั่งอ่อนไหวจัง รอบตัวมีแต่คนเกี่ยวพันเรื่องความรัก เหอๆ รวมถึง เรา ด้วย .. แต่เราเป็นแค่พระจันทร์ครึ่งเสี้ยวนะ .. เต็มดวงอยู่ด้านเดียว July 24 2 ล. เพื่อโภชนาการที่ดีเมื่อวานได้ถอดเทปที่คุยเรื่องอาหารว่างของคุณแม่ท้อง แล้วก็ได้ข้อมูลความรู้อะไรหลายอย่าง รวมถึงสิ่งที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับทุกคนด้วย
พี่คนให้ความรู้เขาบอกว่า หลักๆ เลยสำหรับทุกคน คือ ต้องกินอาหารที่หลากหลาย และ ต้องเคี้ยวให้ละเอียด
เราเลยเอามาสรุปเพื่อให้เข้าใจและจำได้ง่าย
2 ล. หลากหลาย และ ละเอียด
ทุกคนโปรดจำให้ขึ้นใจ แล้วเราจะได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน
เราได้ลองทำไปแล้วด้วย โดยเฉพาะ ละเอียด เราเคี้ยวข้าวให้ละเอียด รู้สึกดีที่ช่วยถนอมกระเพาะและลำไส้ของตัวเองไม่ให้ทำงานหนัก และประโยชน์ที่ได้รับอีกอย่างคือ เราอิ่มได้โดยไม่ต้องกินข้าวหลายจาน หรือ บางทีไม่ต้องหมดจาน เพราะช่วงนี้เรารู้สึกว่าเราจะกินเยอะมากเกินกว่าที่ร่างกายใช้ประโยชน์ จึงคิดหาหนทางที่จะลดปริมาณการกินอยู่ การเคี้ยวละเอียดทำให้ระยะเวลาการเคี้ยวอาหารของเราต่อหนึ่งคำมากขึ้น เมื่อเคี้ยวอาหารนานแล้ว สมองจะสั่งร่างกายให้เรารู้สึกอิ่ม ดังนั้นเราจึงไม่อยากกินอะไรต่อแล้ว
ทุกคนลองเอาไปปฏิบัติดูนะ เราเป็นห่วงสุขภาพทุกคน ใครอยู่ในบ้านโอ๊ด เราก็ไม่อยากให้เจ็บป่วย. July 22 การออกกำลังกายมันดีจริงๆ นะเมื่อเย็นนี้ไปวิ่งมา ซึ่งเราไม่ได้วิ่งเพื่อการออกกำลังกายมานานแล้ว และวิ่งคนเดียวด้วย ที่จริงก็จะมีเพื่อนไปด้วยอยู่หรอก ปาล์มนั้นเองที่ตอนแรกเป็นคนชวนเราไปนั่งรอเป็นเพื่อนการวิ่ง 'ชดใช้' ของชี แต่เรานึกขึ้นได้ว่า แล้วทำไมเราไม่วิ่งด้วยล่ะ ก็เลยตั้งใจจะวิ่งด้วย แต่ชีโทรมาแคนเซิลเพราะว่ายังทำงานไม่เสร็จ ก็ไม่เป็นไร เราก็ไปเอง เพราะไม่อยากเสียความตั้งใจของตัวเอง ..เป็นวิ่งคนเดียวก็แปลกดีเหมือนกัน สามรอบครับพี่น้อง พอแระ รอบสนามหน้าพระรูป+สระน้ำจุฬาฯ เหนื่อย ..พอ เดินกลับ รู้สึกดี .. โทรหาแม่ แล้วเราพูดจาดี รู้สึกดี เข้ามาในโรงอาหารเม้าท์กับเพื่อนอย่างสนุกสนาน ออกรสออกชาติ หัวเราะกันเสียงดัง ..รู้สึกดี ขึ้นมาบนห้องยังเมาท์ต่อเรื่องลับๆ กันได้อย่างเมามัน ..สนุก สรุปแล้ว "การออกกำลังกายนี่ดีจริงๆนะ" เพิ่มเติม : เราคิดคอลัมน์ใหม่ขึ้นมาได้แล้วนะ มันเกิดมาจากบางทีโอ๊ตเห็นเพื่อนบางคน กระทำหรือคิดในบางสิ่งที่ไม่เป็นการพัฒนาตัวเองไปสู่ภาวะสัจการแห่งตน(Self-Actualization) แต่บางทีด้วยความใกล้ชิดกัน โอ๊ตก็ไม่อาจพูดตรงๆ ได้ ก็เลยคิดวิธีนี้ขึ้นมาให้เขาอ่านทาง Personal Message ตอนเล่มเอม โดยที่โอ๊ตไม่ได้ระบุชื่อใครนะ ให้อ่านกันเอาเอง ใครโดนก็ปรับปรุงแก้ไข ใครไม่โดนก็รับรู้เอาไว้ว่าสิ่งนี้มันคือสิ่งไม่ดี .. เป็นเพื่อนกันแนะนำกันได้นะ ถึงจะเป็นมิตรแท้ แล้วใครอยากแนะนำอะไรโอ๊ตก็ได้เลยนะ .. (ป.ล. จะรวบรวมทุกอันไว้ที่sand boxในสเปซด้านข้างนะ) July 21 สบาย..สดชื่นสบายจังเลย ว่างๆ ไม่มีเรียน ไม่มีฝึกงาน และไม่มีสอบ
เพิ่งกลับมาจากว่ายน้ำล่ะ รู้สึกว่าตัวเองว่ายได้แย่มากเลย ไม่ไหวซะแล้ว ต้องฟิตๆ (แต่ก็กลัวกล้ามใหญ่จัง)
เจอคนที่ว่ายเก่งๆด้วยนะ ขาว ตี๋ ล่ำ ..เอ๊ะ ชั้นพูดถึงเรื่องอะไร ไม่สิๆ ต้องบอกว่า เขาว่ายเก่งดี ..อิอิ
รู้สึกเวลาพักผ่อนมันมีค่าจังเลยนะ เมื่อก่อนเราเรียนๆ พักๆ หยุดๆ โดดๆ ก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมาก แต่พอต้องฝึกงาน ต้องตื่นแต่เช้า กลับดึก นอนเร็ว เวลาว่างๆ สบายๆ ไม่ค่อยจะมี วันเสาร์ อาทิตย์ถึงเป็นวันที่เรารู้สึกว่ามันมีค่ามาก
อย่างเมื่อวานนะ กลับมาจากที่ทำงานก็ชิวทันที เล่นเนต อ่านนิตยสารไปเรื่อย แล้วพอง่วงก็ล้มตัวลงไปนอนเลย ทั้งชุดนิสิตนั้นแระ 55 สบายซะไม่มี .. ตื่นมาอีกทีตีสอง อาบน้ำ หะๆ
แล้วเด้วกำลังจะไปดู 'ตั๊ดสู้ฟุ้ด' หนังสือพิมพ์หลายฉบับชมเลยนะ ว่าจตุรงค์ทำดี เฉียบ มุขโดน เราก็ว่าน่าจะดีล่ะ
55 ยังไม่ได้ดูก็ขำแล้วสิ อารมณ์ดี สงสัยเอนโดรฟินหลั่ง ..55 July 17 MODERN MOM ตอน 27"What is written without effort is in general read without pleasure"
Samuel Johnson
วันนี้ขอเปิดด้วย quotation โดนๆ โดนเราเองแหละ มันเป็นเหมือนอีกหนึ่งข้อคิดที่ได้จากการฝึกงานที่นี่ เพราะบางทีเราต้องเขียนในช่วงเวลาที่ไม่มีอารมณ์อยากเขียน หรือบางทีเราจำเป็นต้องอ่านในเวลาที่ไม่ได้อยากอ่าน ทั้งๆที่เราเป็นคนชอบเขียน ชอบอ่าน แต่ถ้าบางทีเราขังตัวเองไว้ด้วยความตั้งใจของตัวเองจนน่าอึดอัด ..เราก็หลุดออกไปนาน อย่างเช่นเมื่อสามสี่วันที่ผ่านมา มีหลายเรื่องที่คิดว่าถ้าเอามาเขียนคงจะดีแน่ คงเป็นประโยชน์ให้ใครหลายๆคน อย่างน้อยก็สร้างความเพลิดเพลิน แต่ด้วยความที่ไม่มีอารมณ์อยากเขียน ..ก็เลยไม่ได้เขียน
ณ วันนี้เราเริ่มตระหนักได้แล้วว่า เราคิดอะไรได้มากเกินกว่าจะเขียนลงblogได้หมด เราเริ่มคิดถึงหนทางที่จะเก็บสะสมความคิดนั้นไว้เพื่อการพูดคุยแบบเจอหน้ากัน ตาต่อตา ปากต่อปากแล้ว และในการเขียนblogนี้เราจะเลือกสิ่งที่เราคิดว่าจะเขียนได้ดี และมีประโยชน์มากที่สุดจริงๆ
เราได้ข้อคิดจากการอ่านหนังสืออีกเล่มหนึ่งว่า "อย่าคิดว่าเราต้องทำอะไรเพื่อจะประสบความสำเร็จ ให้คิดว่าถ้าเราไม่ได้ทำอะไรแล้วจะเสียดายที่สุด" ข้อคิดนี้ได้มาจากการตอบคำถามแก่นักเรียนที่ถามอาจารย์ว่า อาจารย์ทำอย่างไรถึงได้รางวัลโนเบล อาจารย์ก็ตอบอย่างนิ่มๆว่า เขาแค่อยากผ่าฮิปโปแคมปัสก็ผ่าไปเรื่อยๆ จนมีจดหมายเชิญไปรับรางวัล แล้วอาจารย์ก็ต่อด้วยหน้ายิ้มๆอีกว่า "ให้พวกหนูๆเดินตามจมูกตัวเองไปนะจ้ะ อาจารย์ทำมาแล้วมีความสุขมากกกก" เราได้ข้อคิดตรงนี้มาจากหนังสืออัจฉริยะสร้างได้ของคุณหนูดีล่ะ
ขอปิดท้ายด้วย Quote อีกประโยคนะ
"I will study and get ready, and perhaps my chance will come"
Abraham Lincoln July 11 มอง hi5 ผ่านสายตาจิตวิทยาการปรึกษา ณ วันนี้คนที่ใช้อินเตอร์เนตเพื่อคลายเครียดคงมีน้อยคนนักที่ไม่รู้จัก www.hi5.com คงคุ้นเคยกับคำว่า Who's in? เป็นเวบโชว์profileของตัวเองให้คนอื่นๆได้รู้จัก และ 'ได้รู้จักคนอื่น' รวมถึงมีการแบ่งกรุ๊ปตามความสนใจหรือพื้นเพความเป็นมาของแต่ละคน ทำให้บางคนที่ห่างหายไปจากสถาบันเรียนตอนเด็กๆ ได้มีโอกาสในการ connected with ศิษย์เก่าจากโรงเรียนเดียวกัน
และสิ่งที่เป็นไฮไลท์ของ hi5 นั้นก็คือการสร้างสรรค์ profile ตัวเองให้น่าดึงดูด (บางคนอาจเถียงว่า "ชั้นเน้นที่รูปชั้นต้องเอกซ์ย่ะ"..ก็ตามแต่) ให้เวลาที่คนเปิดเข้ามาแล้วเราดูน่าสนใจ ซึ่งมีทั้งการใส่ภาพแปลคกราวน์แปลก ใส่สีฟอนท์ประหลาด แต่สิ่งที่เป็นเบสิคที่สุดก็คือ การใส่ข้อมูลของเราเอง นั้นเราก็สามารถทำให้มันดึงดูดได้
ซึ่งการใส่ข้อมูลของเรา เราก็ต้องรู้คำตอบของตัวเราเองก่อน ก่อนที่จะตอบคำถามลงในช่องว่างบนหน้าจออิเลกโทรนิกซ์ และการรู้คำตอบนี้แหละเป็นการที่ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น เป็นการทบทวนสิ่งที่เป็นตัวเอง บางคนมีความสนใจในสักสิ่งแต่ไม่เคยได้ลองคิดลองทบทวน 'ลองมองดูตัวเอง' ก็ไม่อาจแสดงความสามารถที่แอบอยู่ข้างๆตัวเราออกมาได้
การได้รู้จักตัวเองนี้เป็นหลักสำคัญของจิตวิทยาการปรึกษา ภายใต้แนวความคิด
'เราจะเข้าใจคนอื่นไม่ได้ ถ้าเราไม่รู้จักตัวเราเอง'
สังคมในวันนี้อาจจะมองการใช้อินเตอร์เนตของวัยรุ่นเป็นสิ่งนำพาความเลวร้ายผ่านสายโทรศัพท์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกๆสิ่งบนโลกย่อมมีสองขั้ว เราทุกคนสามารถเลือกที่จะรับและกลั่นกรองทุกอย่างได้
ใครยังรู้จักตัวเองไม่ดีก็ได้โอกาสพัฒนา ใครที่รู้ว่ารู้จักตัวเองดีแล้ว ก็ใช้ประโยชน์ตรงนั้น ปฏิบัติตนให้สมกับคำว่า 'มนุษยชาติ' เถิด July 10 ประสบการณ์การเป็น 'ไฮโซ'ประสบการณ์การเป็น 'ไฮโซ' ..แบบฟรีๆ
อิอิ
เมื่อวานได้ไปงานที่ตอนแรกนึกว่าเป็นการเวิร์คช็อบการเลี้ยงลูกแบบคุณแม่ยุคใหม่ ตามใบเชิญ แต่ก็แอบสงสัยๆอยู่ว่าช่วงระยะเวลาของการบรรยายทางวิชาการทำไมมันน้อยจังว้า แค่ 40 นาที แล้วหลังจากนั้นเป็นเดินชมส่วนต่างๆ ตั้งครึ่งชั่วโมง งงๆ ตะหงิดๆในใจว่าโดนโปรโมตแฝงแล้วล่ะ
คิดไว้แต่แรกว่าคนจะสักสามสิบสี่สิบคน ไปถึงก็มีอยู่ไม่กี่คน สิบคนได้มั้งนั่งรออยู่ที่โซฟาที่บรรยากาศเหมือนลอบบี้ของโรงแรมแพงๆสักแห่ง ตกแต่งภายในดีเยี่ยม กว้างขวาง โอ้โถ่ง หรูหรา สบายๆ เหมาะกับการเป็นสปาชั้นบนมาก คนต้อนรับหน้าตาดี ผู้หญิงคนหนึ่งเดินต้อนเดินรับ หน้าตาไฮโซดูก็รู้ว่า เจ้คือคนใหญ่คนโตของที่นี่ ระหว่างนั่งรอก็ได้ดื่มน้ำผลไม้ที่ผสมพิเศษหลากรส อร่อยเวอร์ ..
แล้วเขาก็พาขึ้นไปห้องประชุมที่จัดวางโซฟาดูสบายแต่รู้ว่าราคาสูงจัดเป็นที่นั่งให้แก่ทุกคนเหมือนนั่งดูดีวีดีอยู่ที่บ้านมากกว่า แล้วก็มีคนนั้นคนนี้มาพูดนั้นพูดนี้มีหมอฝรั่งมาด้วย พูดไทยตลกดี ผิดๆถูกๆ แล้วหลังจากนั้นก็ให้เดินดูบริเวณให้บริการต่างๆของศูนย์ ตามคำโฆษณาเขาบอกว่าที่นี่คือศูนย์บริการสุขภาพครบวงจรที่ทันสมัยที่สุดของไทย ชื่อว่า TRIA อ่านว่า ตรัย-ย่า ที่คนโบกรถเถียงเราด้วยสายตาเอน็ดอนาถเราว่าทำไมมรึงโง่จังว่า ไตร-อะ เหอๆ สงสารเขาเนอะ อยู่ตรงนั้นแท้ๆยังเรียกไม่ถูกเลย (ชั้นฟังมาจากผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดนะโว้ย เจ้ไฮโซคนนั้นแระ)
แล้วพอถึงห้องการทำทรีทเมนท์ของฝ่ายหญิง เราก็เข้าไปไม่ได้ เออ ลืมบอกไปว่าช้านเป็นผู้ชายคนเดียวซึ่งคิดไว้ล่วงหน้าไว้แล้วล่ะ เพราะหัวข้อเป็นเรื่องของคุณแม่ยุคใหม่แล้วผู้ชายที่ไหนจะมาว่ะ เหอๆ
แล้วจากนี้เขาก็พาเราลงไปข้างล่าง ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าเขาจะพาเราไปห้องผู้ชายหรือว่าไปนั่งรอ เพราะว่างานนี้ผู้ชายไม่เกี่ยวนิ่..ถูกมั้ย เราก็บอกไปว่าไม่เป็นไรครับๆ ไปหลายรอบ แต่ในใจก็อยากทำอะไรสักอย่างแทบขาดใจ อิอิ ในใจอ่ะ อยากนวดเท้ามาก เพราะรู้สรรพคุณเรื่องของการเป็นปลายปิดของเส้นประสาทหลายสิบเส้นอยู่ ซึ่งเท้ามันจะบอกเราได้ตั้งแต่หัวจดเท้าเลย..จริงๆ
แล้วเขาก็ให้เราไปนั่งรอ เขาเดินเขาไปคุยกับเคาน์เตอร์ลงทะเบียน แล้วก็เดินมาถามเราว่า
"นวดเท้าได้มั้ยคร่ะ"
อ้าว ..เอ๊ะ ..อะไรยังไง ..ทำไม โดน ล่ะ
"ก็ ..ได้ครับ .."
หลังจากนั้นเราก็ถูกปฏิบัติเหมือนกับเป็นคนสำคัญระดับไฮโซเพราะว่าเขาบริการเราอยู่คนเดียว ตอนนั้นไม่มีลูกค้าคนอื่น เพียงก้าวเท้าเข้าไปในห้องที่เป็นของผู้ชายก็มีคนที่อายุมากกว่าเราเห็นๆ ไหว้เราซะงั้น เอ้า..กลัวแระๆ ต้องเปลี่ยนรองเท้า เปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อการนวดเท้าโดยเฉพาะ แล้วเขาก็พาเราเดินชมส่วนบริการส่วนต่างๆก่อน มีทั้งสระจากุซซี่แบบไฮโซ บ่อนวดขนาดใหญ่ ห้องซาวน่าแบบแห้ง ห้องซาวน่าแบบความร้อนสูง ห้องนวดตัวด้วยแรงดันน้ำ โอ้ว ไม่ไหวแล้ว ไฮโซไปมั้ยคร่ะ ทั้งกว้างใหญ่ ทั้งหรูหรา แล้วคิดดูตอนนั้นมีชั้นอยู่กับตาคนที่ไหว้ชั้นอยู่กันแค่นั้น ความรู้สึกมันจะขนาดไหน.. (น่ากลัวมาก...)
แล้วเขาก็พาเราไปห้องเล้าจน์ที่ไว้เตรียมตัวก่อนเข้าทำการทรีทเมนท์ต่างๆ แล้วสักพักเขาก็มาเรียกเราขึ้นลิฟท์ไปชั้นสองที่เป็นส่วนของห้องของผู้ชายเหมือนกัน ไปแนะนำให้เรารู้จักกับคนที่เขาจะนวดเท้าให้เรา เขาใช้คำว่าอะไรไม่รู้ดูนอบน้อมกว่านี้อ่ะ แล้วพี่เล็กก็นวดให้เราเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม ตอนแรกเขาก็ถามเราก่อนว่าปวดเมื่อยตรงไหนเป็นพิเศษมั้ย เราก็มักปวดไหล่และหัวที่เป็นอาการของการเครียดอยู่แล้ว แล้วเขาก็บอกว่าเออเราเครียดจริงๆด้วยเพราะว่าส่วนนิ้วเท้าของเรามันบอกเราได้ เหมือนกับส่วนกลางเท้ามันบอกให้เราดื่มน้ำเยอะๆมากกว่านี้ เราก็แกล้งแอ๊ปถามไปว่า เท้ามันบอกทุกส่วนของร่างกายเราได้หมดเลยเหรอ เขาก็คุยใหญ่ เราก็ให้เขาคุยไปเขาจะได้มีกำลังใจในการทำงาน เพราะเรื่องอย่างนี้เรารู้หมดแล้วล่ะ เรื่องสุขภาพมาคุยกับธีรพงศ์นี่ รู้หมด..อิอิ (ขี้คุยเนาะ) แล้วเราก็เกือบหลับไปนะ เพราะมันเพลินและสบายมาก มากๆ ไม่รู้จะพูดยังไง แต่ที่ไม่หลับเพราะมัวตื่นตาตื่นใจกับหนังสือรถอยู่ ..ตลกมั้ย (เชื่อมั้ยเนี่ย ว่าชั้นเป็นคนชอบเรื่องรถ ..เชื่อเหอะ จริงๆ)
แล้วพอเสร็จแล้ว พี่เล็กก็พาไปส่งพี่คนเดิม เขาก็ถามเราว่าอยากใช้บริการอะไรที่เราได้พูดเมื่อกี้มั้ย เพราะว่าใช้ได้เลย แม๊...เสียดายโคตร ต้องกลับพร้อมคนอื่นไง ไม่งั้นโดดลงสระน้ำไปแล้วนะเนี่ย อิอิ
เปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปเจอคนอื่นๆ ก็ต่างๆไปนวดกันมาคนละแบบ ก็คุยๆเม้าท์ๆพร้อมกับดื่มน้ำผลไม้รสเลิศไปอีกหลายแก้วพร้อมด้วยคานาเป่สุดหรูที่โต๊ะเราเปลี่ยนจานแล้วเปลี่ยนจานอีก อิอิ ไม่เกรงใจกันเลย..หะๆ มีรูปให้ดูด้วย
พูดถึงเรื่องราคานะ เราอ่ะแอบดูโบรชัวเขาก่อนแล้วว่ามีแต่ราคาแพงๆทั้งนั้นเลย แต่เราไม่ได้ดูว่านวดเท้าแบบเราราคาเท่าไหร่ พอกลับมาห้องมาหาเวบไซค์เปิดดู เปิดได้ที่หน้านี้เลย << กดๆ
ราคา 2,000 บาทจ้า...โอ้วแม่มรึง
โชคดีจริงๆเลยชั้น
ว่าจะอัพเรื่องอื่นอีก ..คิดว่าจะเล่าสั้นกว่านี้ ..หะๆ งั้นไม่เอาแระ แค่นี้ดีกว่า โชคดีนะทุกคน ..
เออ เราฝึกงานครบหนึ่งเดือนแล้วนะ เร็วมั้ย.. July 04 ยิบย่อย .. นอนไม่หลับตุ๊ดที่ห้องเล่นเกมส์กันเสียงดัง บวกกับ กินกาแฟมาด้วยมั้ง เลยนอนไม่หลับเลย ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าต้องรีบตื่นไปฝึกงาน
เหอๆ ลุกขึ้นมาเอาหมอนข้างฝาดหัวมันไปคนละสองทีก็นอนไม่ลงอีก เลยมาอัพอะไรเล่นๆ เพลินๆกันละกัน
ย่อย 1 ไปงานเปิดตัวโฆษณาแคลซีแมกซ์ตัวใหม่ที่หมิวเป็นพรีเซนเตอร์มา พี่เขาปล่อยให้เราไปคนเดียวเลยนะ ก็ได้ความรู้เล็กน้อยบวกกับได้ถ่ายรูปพี่หมิวมาด้วย (หน้าเล็กมาก 2นิ้วได้มั้ง) ที่สำคัญได้ประสบการณ์ที่ดี
ย่อย 2 วันก่อนบังเอิญได้ไปหอกลางที่มีโอกาสน้อยมากที่ได้ไปวันธรรมดา แล้วอยากยืมหนังสือนานแล้ว ก็ได้โอกาสหาหนังสือที่อยากได้ ทั้งยืมให้พี่ที่ฝึกงาน(สอนลูกอย่างไรให้สร้างสรรค์)แล้วก็ของตัวเอง(Blink : The Power of Thinking without Thinking) ปรากฏว่าไม่ได้เอาบัตรนิสิตเพราะฝากคุณน้องอีบิ๊กไปรับใบtranscriptที่เราไปขอไว้ แล้วเราไม่มีเวลาไปเอาเอง ก็เลย ฮุย.. เอาไงดี เสี่ยงละกัน ลงมาชั้นหนึ่งหาคนรู้จักเอาดาบหน้า โชคดีโคตร เจอน้องน้ำหอมกับยิมอักษร โอ้วว ..ขอบใจจ้า ..จะไม่ลืมเอาหนังสือไปคืนให้หรอก สัญญา
ย่อย 3 พอเราได้เริ่มอ่าน "สอนลูกอย่างไรให้สร้างสรรค์" ที่ยืมไปให้พี่โอ๋แล้วก็ติดใจ อ่านต่อจนจบ สองชั่วโมงก็จบนะ มาคิดดูแล้ว เราโชคดีมากเลย ตอนที่พ่อแม่เลี้ยงเราเด็กๆ ไม่ค่อยซื้อของเล่นให้เล่นเยอะๆเท่าไหร่ เราก็เลยได้เล่นกล่องกระดาษเปล่า เศษผ้า ถังน้ำ .. อะไรต่างๆที่เป็นเบสิคมาก แล้วเราก็เอามาประยุกต์เล่นเอาเองตามประสาเด็ก อ่านในหนังสือเขาบอกว่าสิ่งนี้แหละที่ช่วยให้เด็กได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เพราะไม่ได้เล่นตามสิ่งที่คนขายของกำหนดมาให้เราเล่นอย่างนี้ๆ ก็คงเหมือนกับที่ผู้ใหญ่บอกว่าเด็กเล่นเกมส์มากแล้วโง่ เพราะมันไม่ได้ฝึกคิดเองที่นอกเหนือไปจากที่เกมส์กำหนดมาไง ..เราโชคดีจริงๆ
ย่อย 4 วันนี้ได้ไปงานเปิดตัวหนังสือกึ่งเวิร์คชอบของคุณเรซ วนิษา(ที่ได้ล้านที่15ของอัจฉริยะข้ามคืน) เขาเก่งมากจบโทด้านสมองจากฮาร์วาร์ด เป็นลูกศิษย์ดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ที่เด็กจิตวิทยาอย่างเราได้เจอชื่อและทฤษฎีของเขาอยู่เนืองๆ คุณเรซเขาเอางานวิจัยเรื่องความอัจฉริยะทั้ง8ด้านมาทำให้เข้าใจง่ายแล้วก็มีวิธีฝึกให้เราได้พัฒนาด้านที่เราถนัดอีกด้วย ใครสนใจก็อุดหนุนกันได้นะ ชื่อหนังสือ "อัจฉริยะสร้างได้" ราคา 165 บาท (ซื้อแล้วได้ทำบุญด้วย เพราะเขาแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้มูลนิธิอะไรสักอย่างด้วย จำไม่ได้) หรือว่าถ้าใครไม่สะดวกยังไงยืมโอ๊ตก็ได้นะ เพราะว่าเราได้รับแจกมา ..โชคดีอีกแล้ว
เราพูดถึงเรื่องโชคดีบ่อยเนาะ วันนี้คุณเรซเขาก็พูดถึงนะ ว่าคนเราไม่ได้โชคดีเพราะดวงหรอก แต่โชคดีเพราะอุปนิสัย มีงานวิจัยออกมาแล้วด้วยล่ะ .. อ่านในหนังสือได้ ..แล้วว่างๆ เราจะมาอัพเรื่องนี้โดยเฉพาะเลย เพราะเราเป็นคนที่ตอบว่าเป็นคนที่โชคดีจากที่คุณเรซถามให้ห้อง
เออ อีกอย่าง โชคดีอีกแล้ว หลังจบงานนี้เขาเลี้ยงข้าวด้วย เป็นร้านที่อยู่หน้า TCDC เลย (ลืมบอกไปว่างานนี้จัดที่ TCDC) ชื่อร้านว่า ภรณี เขาเลี้ยงเป็นบุฟเฟ่ต์อาหารไทย มีข้าวสวย ข้าวผัด ผัดผักใส่กุ้ง,เห็ดหอม ผัดพริกปลาทอดกับถั่วฝึกยาว ไก่ทอดน้ำจิ้มรสแซ่บ และแกงส้มชะอมทอด เราก็นะ ท้องร้องในห้องแถลงข่าวตอนที่คนเขาเงียบๆกันไปสองจ๊อกแล้วก็ขอสองจานพูนๆหน่อยนะ หิวและอร่อยมาก โชคดีจัง ..มีของหวานอีกนะ
ย่อย 5 เมื่อเย็นตอนออกมาที่รอรถเมลล์กลับหอเห็นรถโรงพยาบาลเปิดหวอแล้วขับผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหลือบมองชื่อโรงพยาบาลได้ทัน ว่าเป็นโรงพยาบาล "ยันฮี" ก็คิดขำในใจ จนหลุดมาเป็นรอยยิ้ม
"สงสัยจะเป็นการผ่าจิ๋มฉุกเฉิน"
...
ย่อยสุดท้าย ..เรื่องอะไรน้า....อะๆๆ คิดว่าจะอัพเรื่องนั้นละเซ่.... แหม่จะมาอัพเดทกันต่อจากบลอคที่แล้วใช่มั้ยล่า...อิอิ ไม่หรอก ให้มันจบไปกับบลอคที่แล้วดีกว่า เพราะมันคงไม่มีใครรู้ได้หรอกมั้ง วันนั้นของเรามันคงไม่มีอ่ะ .. ไม่ได้ท้อนะ แค่ทำใจแล้วล่ะ ยังไงก็ขอบใจทุกคนที่คอยให้กำลังใจด้วยนะ ขอให้ทุกคนสมหวังในความรักนะ ..เพราะมันทำให้โลกสดใส (ที่โอ๊ตทำด้วยตัวเองไปล่วงหน้าเผื่อไว้ก่อน เผื่อเกิด...)
...
..สู้ สู้ ไม่ถอย ..แล้วก็ไม่วิ่งด้วย July 01 เมื่อต้องกลายเป็น 'นังร่าน' ในสายตาของคนที่เราแอบชอบทำความเข้าใจเล็กน้อย : คำว่า 'นังร่าน' ในที่นี่ ผู้เขียนไม่ได้ต้องการให้ผู้อ่านรู้สึกถึงอารมณ์ที่รุนแรง เพียงแต่ผู้เขียนต้องการให้ตัวผู้เขียนรู้สึกรุนแรงเอง ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี่ด้วย
รึว่าเราจะทำเกินไป .. รึว่าเราจะเป็นอย่างที่เขาพูดกันจริงๆ
เป็นคำถามที่ตัวฉันกำลังคิดหาคำตอบอยู่กับตัวเอง ณ ตอนนี้
เพราะอะไรเราถึงต้องทำตัวอย่างนั้นล่ะ
..ข้อนี้ตอบได้ ก็เพราะเราต้องการ 'กลบเกลื่อน' ไม่อยากให้คนที่เราชอบจริงๆรู้น่ะสิว่าเราชอบเขาอยู่
มันก็เหมือนกับเป็นการให้คำใบ้แก่คนที่เราชอบ
แต่จริงๆแล้ว ปล่าวเลย ..คนภายนอกเขาก็จะมองว่า เราชอบคนอื่นไปเรื่อยโดยที่ไม่คิดจะจริงจังกับใคร
แล้วทำไมเราถึงต้องทำตัวอย่างนั้นล่ะ
..คำถามคล้ายข้อข้างต้น แต่ตอบคนละความรู้สึก ตอนนี้เรารู้ตัวเองแล้วล่ะ
..เราขี้ขลาดเกินไป
..อาจจะเป็นเพราะ ว่าเราผิดหวังมาเยอะกับเรื่อง..(ไม่อยากพิมพ์)
เรากลัวความผิดหวังซ้ำซาก เราก็เลยไม่กล้าที่ปล่อยใจไปให้ใครอย่างเห็นได้ชัดจากคนรอบข้าง
การกระทำของเราก็เหมือนเป็นการเหวี่ยงแห ..หวังให้มีปลาน้อยปลาใหญ่สักตัวมาติด
ความต้องการของเรามีเพียงแค่ 'หนึ่งตัวเท่านั้น' ก็ทำให้เราอิ่ม..เอมใจได้
..โอ๊ดเดินผิดทางแล้วล่ะ ..กับเรื่องนี้
ตอนนี้ก็สมแล้วกับที่คนอื่นเขามองอย่างไร
จากนี้ไปก็คงต้องพยายามไม่กลัวความผิดหวัง..
ถึงแม้มันจะเจ็บมากก็ตาม
..หรือบางที
..เราอาจไม่เหมาะกับการมีใคร.. |
|
|