Oatto's profile:: O@t Place ::PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 25

    กรูเบื่อมรึงแล้วอ่ะ

     
    ยังไม่ทันไรเลย
     
     
    ยังไม่ถึงขั้นไหนเลย
     
    ยังได้แต่มโนเอง(รึเปล่า?)อยู่เลย
     
     
    แค่นี้
     
    ..
     
     
    ก็เบื่อซะแล้ว
     
    ..
     
     
    เพิ่งเริ่มต้น เพิ่งก้าวสั้นๆ เพิ่งรู้ตัว เพิ่งหายใจเข้า
     
    และเมื่อหายใจออก
     
     
    ..ก็เบื่อมันซะแล้ว
     
     
    หรือว่า เราไม่ได้ต้องการที่จะมีใครจริงๆ หรอก
     
     
    คันไปงั้นเอง
     
     
     
    เอาเข้าจริง
     
     
     
     
    เบื่อ!!
     
     

     

    เหมือนกับอะไรๆ จะดี  ดำเนินไปในทางที่ดี

     

    ความสัมพันธ์คืบไปข้างหน้า

     

    แต่มันทำให้เราเจอกับสิ่งที่เราไม่อยากได้ ในตัวมัน

     

    สองทางเดิน 

    หนึ่ง ปล่อยไป ไม่อยากฝืนตัวเอง มีเพื่อนบอกว่า นานๆ ทีจะมีความรักเข้ามาแล้วมันก็อยู่ไม่นานนะโว้ย   นี่ไง   มาเร็วไปเร็ว  ไปแล้ว บ๊ายบาย ..

     

    สอง อดทน อดทน กับหลายสิ่งหลายอย่าง รวมถึง การปิดบัง ด้วยงั้นเหรอ.. แต่ยังไงก็คือ อดทน

     

    อดทนเหรอ เพื่ออะไรบ้างล่ะ ที่ต้อง ไกลๆ เงียบๆ แล้วมันจะดีอย่างนั้นเหรอ

     

     

    โอเค ยอมรับว่าชั้นมีความสุข ในหลายครั้ง .. ช่วงนี้

    แล้วมันคงทำให้ชั้นอิ่มตัวแล้วมั้ง จึงทำให้ชั้นคิดแบบนี้   ...ชั้นมักน้อยจัง

     

    เอาเถอะ .. ขอนอนให้ความฝันตัดสินใจละกัน  ว่าชั้นจะเลือกทางไหน

     

    ชั้นกลับมาคิดอีกแล้ว ว่าชั้นต้องการจะมีใครสักคน จริงๆ เหรอ?

     

    September 22

    วันเกิดข้าพเจ้า : Happy Bird Day

    21 กันยายน ๒๕๕๐ 
     
     
     
    --จามาเหล้าเรื่องของวันหนี่ให้ฟัง เอ๊ะ.. ให้อ่านสิ
     
     
    วันนี้วันเกิดข้าวโอ๊ตน้า ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ตื่นเต้นมากมายเลยอ่า อาจเป็นเพราะว่าชินแล้วมั้ง แล้วก็ผ่านการได้รับของขวัญครั้งใหญ่(มาก)มาแล้วด้วย ปีนี้ก็เลยไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเวอร์นัก
     
    แต่พอคืนวันที่นาฬิกาที่คอมบอกว่าเข้าวันที่ 20 มาแล้ว  อยู่ดีๆ ใจมันก็หวิวๆ ชอบกล เหอๆ แปลก
     
    แต่ก็เช้ารุ่งขึ้นก็เฉยๆ เหมือนเดิม ยังบอกกับเจด้าเลยว่า คืนนี้อย่าลืมไปแฮปกรูน้า..
     
    เที่ยงคืนของวันที่ 20 เข้าสู่วันที่ 21 ก็มาถึง พร้อมด้วยขบวนคาราวานคนรักข้าวโอ๊ต(เหรอ) ก็พากันมาแฮปปี้เบิร์ดเดย์ที่ห้อง บุกถึงเตียงกันเลยทีเดียว ประทับจิตประทับใจมาก (พูดไปงั้นแระ เด้วมีคนมาอ่านแล้วจะน้อยใจ  หวังว่าเขาจะไม่เห็นข้อความในวงเล็บนะ)
     
    แล้วนอกจากได้รับ Happy Birth Day แล้ว   เราก็ได้ Happy Bird Day พร้อมกันเลย ในทันที
     
    พวกมันเอากันตั้งแต่เพิ่งเข้าวันใหม่กันเลยทีเดียว แกนนำตอนกลางดึกนี้ก็คือ เจด้า นั้นเอง (กรูไม่น่าไปบอกให้มันมาแฮปกรูเลย)
     
    คืนนั้นนอนไป ทั้งนอนจริงๆ กับนอนๆ นั่งๆ (..) ก็หลับไปอย่าง..เหนื่อยอ่อน 
     
    55 อย่าคิดไปไกลครับ  ที่เหนื่อยอ่อนเพราะนอนตอนตีห้าต่างหากล่ะ อัพ hi5 เพลินไปหน่อย
     
    ตื่นมาอีกที ก็รู้ตัวว่า มีคนมาเห็นตอนกรูหลับอีกแล้ว    หูย...  กรนป่าววะเนี่ย  ทุเรสจริง
     
    แล้วก็รีบไปคณะตอนบ่าย เจอเพื่อนๆ ก็ทักทาย แฮปๆ ปี้ๆ กันมากมาย ซือ ยังซื้อเค้กมาให้อีกนะ ดีจริงๆ
     
    กว่าจะกลับมาก็เย็นแล้ว รู้ว่าชมรม(ล้านนา) นัดกันตอนสามทุ่ม รู้มาจากคนอื่น เพราะเขาจะไม่บอกเจ้าของวันเกิด เหอๆ  ไม่รู้เลยครับ  จาทามอายายกันเหยอ..
     
    อิอิ  แต่ตอนนั้นเมาท์มันส์มากมาย กระเทยมากมี ผลัดกันนก ผลัดกันโดนนก อยู่อย่างนี้แระ
     
    อิชั้นก็ไม่น่าปากไวไปนกอีฝุ่น อีนี่เป็นแกนนำของช่วงนี้ อิชั้นโดนกลับมาทั้งสปีชีส์ จากคนที่ไม่รู้ ป่านนี้คิดกันไปถึงไหนๆ แล้วเนี่ย รู้กันหมดชมรมละทีนี้
     
    แต่ก็สุดแสนประทับจิตมากมาย เพราะว่าคนเยอะ น้องเยอะดี แบบว่า ดีจังกิจกรรมแบบนี้ รักพวกเธอทุกๆ คนน้าาา.. (แต่รักแบบไหนก็ต่างกันไป 55)
     
    เฮอออ.. มีความสุขกับเพื่อนๆ แล้วเราก็คิดถึงพ่อแม่ขึ้นมา  คิบับว่า เรามีความสุขกับเพื่อนๆ วันนี้ได้ มันก็เป็นผลมาจากที่พ่อแม่เลี้ยงเรามาชิมิล่ะ เราก็ต้องแคร์ท่านให้มากๆ หน่อย ก็เลยโทรหาซะ
     
    คนแรกคือพ่อ (ออ ลืมบอกว่าโทรคนละที เพราะตอนนี้พ่ออยู่กรุงเทพ) โทรไปปุ๊ป เหอๆ พ่อๆ ต้องจ่ายค่าไปเรียนที่ดอยอินทนนท์ 7 วันตอนปิดเทอมอ่ะ  สองพันห้า แล้วก็เมาท์ๆ นิดหน่อย ..อืมๆ จะนอนแล้นเหรอ แค่นี้นะ อะๆ ลืมคอนเซปต์เยย  ว้า  .. อดซะ พ่อ
     
    คนต่อมา แม่ แม่อยู่บ้าน ยิงไป เปลืองตังตัวเอง 55 (ทั้งๆ ที่พ่อจ่าย) แม่โทรกลับมา  คุยๆ เม้าท์ๆ มากมี อืม ๆ  รักแม่นะ แม่ก็รักลูกมากจ้า ทุกคนเลยย
     
    อิอิ  ข้าวโอ๊ตนิ่เหมาะที่จะเป็นนางเอกจริงๆ เลย ผับผ่าสิ!
     
    ..เห็นมั้ยครับ ท่านผู้ชม ถึงแม้มันจะเป็นวันที่เราอยู่กับเพื่อนแล้วมีความสุข แต่เราก็อย่าลืมผู้ที่ทำให้เรามีความสุขในวันนี้ด้วยนะครับ
     
    จบครับ  สรุปให้สั้น 
    1. วันนี้เป็นวัน Happy BIRD Day ครับ โดนนกทั้งวัน (ไม่รู้ว่านิยายเรื่องเร้นจะเป็นยังไงต่อกันเลยครับ  คงต้องหลับฝันกันต่อไป 55)
    2. รักพ่อ รักแม่ ที่ซู้ดดดดดดดด นะจ้ะ

    แล้วสุดท้าย ขอบใจเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกๆ คนที่ปี้เรานะ (ย่อมาจากแฮปปี้เบิร์ดเดย์ ขี้เกียจพิมยาวง่ะ) ถึงแม้ว่าข้าวโอ๊ตจะเป็นพวกที่หลงลืมวันเกิดชาวบ้านอยู่ตลอด (จิงๆ นะ จำของใครไม่ได้เลย)  แต่เพื่อนๆ ก็ยังจำของโอ๊ตได้  ขอบใจจริงๆ จากใจเลยอ่ะ
     
    ขอบคุณทุกๆ คน ที่เราได้เกิดมาร่วมกัน
     
     
     
    .
    .
    .
     
     

    (ใครตะโกนว่า ใครอยากเกิดร่วมกันมรึง อีโอ๊ต).
     
    September 18

    เมื่อท้องฟ้าไร้เมฆา : When the Truth is Discovered

     

     
    คนบางคน พึงวาดฝันบนท้องฟ้า
    นึกสรรสรรพ หลังเมฆรูปปลามีรุ้งงาม
    หวังคราใด เมฆดับพัดปลิวหาย
    คิดจึงหมายจับจอง แผ่นฟ้า
     
    ลมพัดผ่าน พาความฝันหลุดเลื่อนลอย
    ผืนฟ้าไร้เมฆา แลไร้รอยลาแห่งสายรุ้ง
    ฟุ้งกลบกลับหมอกควัน อากาศพิษ
    พะวงจิตในใจ ใกล้ฟั่นเฟือน
     
    เปิดตามอง อย่ามองจองจับจด
    พื้นฟ้าใช่ของใคร เพียงหนึ่ง
    เฉกเช่น มันไม่อาจทำร้ายเรา
    ค้นฟ้า ผืนต่อไป เมฆก้อนใส
    สักวัน ความฝันจึ่งเป็นจริง.
     
     
    September 13

    นิราศบางบอน : ขี่ม้า โปรเจคจบ ความช่วยเหลือ

    อันตัวข้านี้เนื่องด้วยรั้งตำแหน่งนิสิตจิตวิทยาปีที่สี่ ก่อนที่จะสำเร็จการเล่าเรียนไปเป็นบัณฑิตคู่เมืองสยามได้นั้น จักต้องสร้างผลงานให้ท่านครูบาอาจารย์ในสำนักพิจารณาก่อน
     
    ด้วยข้าเห็นว่า 'ม้า' เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองสยามมาเนินนาน เป็นทั้งพาหนะรับใช้เพื่อสู้ศึกในยามสงครามที่เรียกได้ว่าสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับนายทหารเก่งกล้ามานักต่อนัก จนต่อมาได้เป็นสัตว์รับใช้เพื่อการแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ดังนั้นข้าจึงแลเห็นประโยชน์มากมายจากพวกมัน จึงขอตั้งจิตเพื่อทำเป็นผลงานของข้าสักคราหนึ่ง
     
    แต่เหตุที่กองม้า* ที่ข้าต้องใช้เป็นแหล่งในการเก็บข้อมูลนั้นอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ชื่อว่า บางบอน ข้าจักต้องขอความช่วยเหลือจากสหายเก่าแก่ที่ข้าไม่ได้เจอเสียตั้งนาน เพราะข้าจำได้ว่าบ้านของนางนั้นอยู่ใกล้ๆ กับเมืองที่ข้าต้องเดินทางไป ว่าได้ดังนั้นข้าส่งพิราบสื่อสารออกไปทันที ไอ้พิราบตัวนี้มันไว้ยิ่งนัก ข้าเคยได้ยินคนเรียกชื่อพันธุ์มันเป็นภาษาประเทศนอกว่า จีเอดเอ็ม อะไรเนี่ยแหละ ทันทีที่เพื่อนข้ารับสาร สมแล้วที่เป็นมิตรสหายเก่าแก่ของข้าเพราะนางนั้นยินดีช่วยเหลือข้าอย่างเต็มที่ บอกหนทางและวิธีการเดินทางเสร็จสับอย่างไม่คิดหน่ายออกมาเพียงน้อย ข้าน้อมรับความช่วยเหลือของนางไว้อย่างทราบซึ้งใจยิ่งนัก
     
     
     
     
    อู้ยยยยยย   เหนื่อย....  ไม่เอาแล้วนะ  เอาธรรมดาๆ แระ
     
    เอาเป็นว่า ชมพู่ นั้นเองที่บ้านอยู่สมุทรสาคร เราดูจากแผนที่แล้วก็เห็นว่าสมุทรสาครอยู่ติดกับบางบอนเลย ชีเลยเป็นสายแรกที่เราโทรหาหลังจากที่ขวนขวายหาสายรถเมลล์ด้วยตนเองอยู่นาน ตรงเป๊ะ ชีชมพู่บอกว่าชั้นนั่งรถผ่านไอ้ที่แกกำลังจะไปอยู่ทุกวัน เริ่ดจริง สวรรค์ทรงโปรด  ชีบอกทางชั้นหมดเปลือก มีหลายทางให้เลือกด้วยนะ ตามความต้องการเลย เอาสิ่...ยิ่งกว่าโปรมือถือ
     
    เช้าวันรุ่งขึ้น เราเลือกทางที่ต้องข้ามเรือไปคลองสาน เพราะเคยมาแล้วครั้งหนึ่ง เชื่อว่าเอาทางที่ตัวเองเคยจะดีกว่า บรรยากาศตอนเช้าที่คลองสานก็ดี ได้นั่งเรือข้ามฝาก ได้เห็นตลาดคนเยอะๆ ก็ดีเหมือนกัน แต่เราก็จะเถลไถลไม่ได้เมื่อคิดถึงงานที่กำลังรอเราอยู่ แม้เราจะไม่เคยเห็นเหมือนกัน
     
    ข้ามสะพานลอยไปรอ 120 อีกฝากหนึ่ง คันแรกมาเป็นเสริมวงแหวน เราไม่รู้หรอกว่าอะไรคือวงแหวน แต่พอมันคือเสริมก็ไม่ไปดีกว่า เดี๋ยวพลาด รอต่อไปเรื่อยๆ อากาศเริ่มร้อนขึ้น จน 120 อีกคันมาถึง เป็นรถธรรมดา เราตัดสินใจอยู่พักหนึ่ง ว่ามันจะมีรถ ปอ. ป่าวว่ะ ปุ๊ป ไม่เอาดีกว่า ทนร้อนเอาหน่อย ลุยๆ แมนๆ หะๆ ก็ขึ้นมา ชมฝั่งธนฯ ข้างทางไปเรื่อยๆ ก็สบายใจดี
     
    เมื่อได้ผ่านวงเวียนใหญ่มา ทันใดเพื่อนสุดเลิฟก็โทรมาว่าเป็นยังไงบ้าง ถึงไหนแล้ว  ...อู้ยยยย  ทำไมดีอย่างนี้นะ เป็นห่วงเราด้วย กลัวเราไปไม่ถูก น่ารักจริงๆ เลย ชมพู่เนี่ย เราก็ได้โอกาสถามว่า เออ สายนี้มีรถ ปอ. ป่าวว่ะ ชีบอกไม่มี เออ ดีนะเนี่ย ที่ช้านไม่รอ ดีแระๆ เออ ขอบใจนะ บับบาย ร่ำลากันไปแล้ว สักพักมีอีกสายโทรเข้ายังไม่เห็นเบอร์ ก็งงว่าครายโทรหากรูเช้าจัง ปรากฏว่าเป็นชีชมพู่อีก รู้มั้ยชีโทรมาว่าอะไร
    "เออ แก ถ้าแกจะขึ้น ปอ. นะ แกต้องขึ้น สาย7 แต่มันจะอ้อมหน่อยนะแล้วไปลงหัวลำโพง"
    ดูชีสิ อะไรจะดีอย่างนี้ ..โอ้ยย ไม่เป็นไรจ้า แค่นี้ก็รบกวนแกมากแล้วว  ..ต้องคิดหาสายปอ.ให้ด้วยนะ  ไม่ต้องห่วงอีโอ๊ดมากหรอก มันถึกจะตาย 555
     
    นั่งรถไปเรื่อยๆ เริ่มร้อนขึ้น เริ่มเข้าทางขรุขระเพราะทำถนนอยู่ ตามที่ชมพู่บอกเป๊ะๆ ฝุ่นจากดินบนถนนปลิวลอยเข้ารถมาเหมือนดรายไอซ์ เหอๆ กรูนั่งรถอยู่ต่างจังหวัดป่าวว่ะ เนี่ย
     
    ผ่านเรือนจำหญิงธนบุรี ชมพู่บอกว่าใกล้จะถึง เรานึกว่าอีกสองสามป้าย ผ่านมาหน่อยหนึ่ง เห็นตูดขาวๆ อวบๆ ของม้าอยู่หลัดๆ ง่ะ ต้องลงตรงเรือนจำนิ่ เลยมาหนึ่งป้ายเรยกรู เดินย้อนกลับ เหยียบขี้ดินข้างทางซะงั้น ข้าวโอ๊ตเนาะ ก็ยังเป็นข้าวโอ๊ตอยู่ดีเนี่ยแหละ
     
    ป้ายกองกำกับการ4 (ตำรวจม้า)อันใหญ่อยู่ข้างหน้า เดินเข้าไปที่ป้อมพี่ทหารหน้าเกรียมๆ คนหนึ่ง สอบถาม มาทำไรครับ เอ่อ มา.. จากไหนครับ จากจุฬาฯ ครับ อ่อ ครับๆ เดินเข้าไปทางนี้ ข้ามสะพานไป โรงฝึกอยู่ทางซ้ายนะครับ เข้าไปเลยครับ เขาไปถามข้อมูลเขาดูได้เลยครับ ครับ ขอบคุณครับ
     
    ชื่อจุฬาฯนิ่ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ
     
    เดินเข้าไปหน่อย เห็นนายทหารแต่งตัวขี้ม้าสามคนยืนคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้ แกล้งเดินผ่านไปโดยไม่มอง
     
    เดินผ่านไปแล้ว เขาถามมาจากข้างหลัง ไปไหนอ่ะ เสียงแข็งๆ
    เราก็หันกลับไปด้วยใบหน้าแสดงความอ่อนวัย ฉงน สนเทห์ ต้องการความช่วยเหลือ บวกกับความสดใสร่าเริงที่มีอยู่ในตัวอยู่ และตอบเสียงเจื้อยแจ้วสมบูรณ์ความ
    ผลคือ พี่ทั้งสามแนะนำทางและเชื้อเชิญให้เข้าไปข้างในอย่างที่สุด
     
    ..เฮออ ..ข้าวโอ๊ต ใครจะไปต้านทานอนุภาคความร่าเริงสดใส จอมแก่นแสนซนของเธอได้ล่ะ  ..
     
     
    เดินต่อมาเริ่มปรากฏชัดถึงเหตุแห่งพฤติกรรมการเจอคนแปลกหน้าของที่นี่ ทุกที่มีคำว่า เขตหวงห้าม ห้ามเข้า ติดอยู่ ออ เพราะตำรวจม้าเป็นนายตำรวจที่มีภารกิจการถวายความเคารพพระมหากษัตริย์นิ่นะ เลยต้องหวงมากเป็นพิเศษ เข้าใจแระ
     
    เดินเข้ามาถึงโรงฝึก เจอพี่คนหนึ่ง ถามเสียงไม่แข็งเท่าคนแรกๆ เราคิดว่าอาจเป็นเพราะ พี่เขาเห็นว่าในนี้มันลึกแล้ว เราคงได้รับอนุญาตจากคนอื่นมาก่อนแล้วละ อันนี้คิดเอง ไม่มีอะไรต่อ
     
    พออธิบายๆ ได้เข้าไปคุยๆๆ คนที่คุยคนแรกไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่เลย เขาก็ให้เบอร์พี่นายดาบที่เป็นหัวหน้าชุดฝึกภารกิจนี้ให้เราติดต่อเลย เผื่อว่าพี่เขาอยู่ตึกด้านหน้าที่เราเดินผ่านมา เราเดินออกจากโรงฝึกก็เห็นมีหนังสือพิมพ์เข้ากรอบอยู่ ก็เป้นเรืองของภารกิจช่วยเหลือเด็กพิเศษของที่นี่นั้นแระ ได้ความรู้จดลงสมุดเต็มที่ แล้วก็โทรหาพี่ดาบตำรวจมิตรชัยทันที เขาอยู่ตึกข้างหน้าจริงๆ ด้วย เขาบอกเราว่าเดี๋ยวรอหลังตึก ใส่เสื้อเหลือง แต่เราขี้โกงหน่อยนึง เพราะเห็นหน้าเขาจากหนังสือพิมพ์ก่อนแล้ว อิอิ
     
    ก็เดินเข้าไปคุย ๆๆๆ ได้ความว่าช่วงนี้หยุดพักภารกิจอาชาบำบัดนี้ เพราะว่าต้องทำการซ้อมม้าใหญ่เพื่อรองานอะไรของในหลวงเนี่ยแระ แต่เราก็ขอข้อมูลจากเขาอย่างเต็มที่มาก่อน แล้วเปิดช่องไว้ว่าถ้ามีอะไรเพิ่มเติมขออณุญาตโทรสอบถามเพิ่มเติม
     
    เรารู้สึกตัวเองเป็นอย่างแรงๆ เลยนะ ว่าเราใช้คำถามและการโต้ตอบเหมือนกับการสัมภาษณ์ของนักสื่อ .. 55 คงเป็นผลึกความรู้ที่ตกมาจากตอนฝึกงานแน่ๆ เลย ..ดีจริงๆ
     
    เดินทาง(ค่อนข้าง)ไกลครั้งนี้ ถ้าไม่นับฝุ่นที่ลอยมาเหมือนจะทาแป้ง ก็ถือได้ว่าเป็นการเดินทางที่แจ๋วมากเลยทีเดียว ได้ไปไหนๆ ได้เจออะไรแปลกๆ ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ได้รับการต้อนรับที่ดี และที่สำคัญที่สุดได้รับความช่วยเหลือที่ดี ทั้งจากพี่ๆ ตำรวจม้าเหล่านั้น กับเพื่อนที่แสนดีที่ชื่อ ชมพู่ ด้วย
     
    แล้วนิราศบางบอนของเราก็ย้อนเส้นทางเก่า ข้ามเรือกลับ ชัดเจนกับรอยเท้ากว่าเดิมมาก กดหยุดเวลาก่อนเที่ยง
     
    เอ ..นิ่เราทำงานเสร็จในเวลาที่ในวันอื่นยังไม่ตื่นอีกเหรอเนี่ย ..
     
    ไม่ได้แล้วนะ ข้าวโอ๊ต หากเจ้าไม่เร่งรีบให้ผ่านพ้นภารกิจนี้ให้เร็วเท่าใด ชีวิตเจ้าก็จะเหนื่อยหนักมากขึ้นเท่านั้น.

     
    ขออภัยผู้อ่านทุกท่าน(ทั้งที่ชอบคอมเมนท์และท่านที่มาแอบอ่านเฉยๆ)
    ขออถัยข้อแรก บลอคนี้อาจยาวเกินไป ต้องขออภัย แต่อยากเล่าจริงๆ
    ขออภัยข้อ 2 จากนี้อาจจะมีผลงานผลิตห่างวันมากขึ้น เนื่องด้วยข้าพเจ้าติดภารกิจยิ่งใหญ่ในชีวิต เกี่ยวกับการจบ-ไม่จบ จึงขออภัยไว้ ณ ที่นี้ หากคิดถึงกันประการใดก็ได้โปรดฝากข้อความไว้ หรือไม่ก็ มรึงโทรหากรูก็ได้
    September 08

    แค่เพียงฝัน

     

        
    ...
     
    ตะวันลาขอบฟ้าลับไป คือเวลาที่ฉันคอย ดารายังเรียงร้อยเหมือนเป็นใจ บ่งบอกคืนนี้ฉันคงได้..พบเธอ
     
    จะข่มตาหลับฝันเฝ้ารอ รอคนที่ฉันแอบเพ้อ ราตรีนี้เก็บไว้เพื่อเธอ จะเกิดอะไรถ้าเราได้เจอได้รักกันสักครั้ง
     
     
    อยากเป็นที่รักของเธออยู่ในฝัน ผ่านค่ำคืนไปด้วยกัน อยากให้เธอกอดฉันเอาไว้ แค่สองเราอยู่ในฝัน ให้อุ่นไอกันและกัน ก่อนที่จะเช้าได้ไหม
     
     
    จะปลอบใจให้คอยเฝ้ารอ รอคนที่ฉันแอบเพ้อ ดึกดื่นคงจะหนาวถ้าไม่มีเธอ จะเกิดอะไรถ้าเราได้เจอได้รักกันสักครั้ง
    อยากเป็นที่รักของเธออยู่ในฝัน ผ่านค่ำคืนไปด้วยกัน อยากให้เธอกอดฉันเอาไว้ แค่สองเราอยู่ในฝัน ให้อุ่นไอกันและกัน ก่อนที่จะเช้าได้ไหม
     
     
    ให้รัตติกาลของเรานานเท่านาน แม้ว่าความรักเกิดเพียงในฝัน ...
     
     
    แค่เพียงฝัน
    นัท มีเรีย
    Never Met Before
     

     
    September 05

    วันแห่งการสะสาง

     
    ถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นวันด้วยการ 'สะสาง' ของผู้อื่น แต่ก็ถือว่าเราได้ประโยชน์ด้วย คือพี่มันแก้บนหลวงพ่อพระพุทธชินราชที่ขอให้ช่วยให้มันสอบใบประกอบได้ เป็นการสะสางข้อตกลงระหว่างภพ เราเลยได้ไปวัดใหญ่(วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร)แต่เช้าซึ่งไม่เคยไปมาก่อน เมื่อไปถึงรู้ได้ทันทีเลยว่าตัวเองโชคดีมาก เพราะบรรยากาศดีสุดๆ ท้องฟ้าสีสวยกับการที่เรียกได้ว่าร้างเมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ เราเลยได้โอกาสถ่ายรูปเก็บภาพความทรงจำไปหลายช็อต ดูได้ในอัลบั้มรูปนะ
     
    แล้ววันนี้สงครามแห่งดวงดาวก็ได้สิ้นสุดลง ดู 'เซเลอร์มูน เซเลอร์สตาร์' จบซะที แอบน้ำตาไหลตอนสุดท้ายด้วย มันซึ้งจริงๆ นะ เรายกย่องให้เป็นการ์ตูนสร้างเสริมจินตนาการและความดีให้แก่ผู้ที่ตั้งใจดูได้อย่างดี(ที่พูดอย่างนี้ แปลว่า ไม่จำกัดอยู่แค่เด็กน่ะสิ ถ้าผู้ใหญ่ตั้งใจดู ก็สามารถสร้างเสริมได้เช่นกัน) เราดูยืดเยื้อมาหลายวัน ก็โล่งไปหนึ่งเปลาะที่ดูจบแล้ว ไม่อยากค้างคา
     
    แล้ววันนี้อีกนั้นแระ ที่ สะสาง รายงานประเมินตนเองหลังฝึกงานเสร็จซะที อันนี้ไม่ใช่ว่าทำค้างคาอะไรหรอก แต่ไม่ได้ลงมือทำต่างหาก คือเราคิดว่าไว้ว่าเมื่อดูเซเลอร์มูนจบเมื่อไหร่ก็จะลงมือทำ เห็นมั้ย พอดูจบแล้ว เราก็ทำอย่างที่ตั้งใจไว้จริงๆ

     
    แล้วเมื่อกี้นี้เอง ..เพนท์รองเท้าเสร็จแล้ว จุดประสงค์หลักของบลอคนี้เลย อยากโชว์ๆ แต่ว่าตลกตัวเองเหมือนกันนะ ทำอะไรลงไปก็ไม่รู้ ตอนแรกว่าจะลงดินสอก่อน พอได้ทำแล้วก็ไหลเลย ไม่ลง ไม่ลองอะไรแม่งแล้ว ๕๕ มีปรับแบบด้วยนะ ดูผลงานกันเองละกัน นิ่ๆ แอบมีแนะนำอุปกรณ์เล็กน้อย
     
     
     
    การเพ้นท์รองเท้า
     
    ต้องเริ่มจากการมีรองเท้าที่อยากจะเพ้นท์สักคู่ (ใครจะว่าสักข้างก็เกร๋ดีนะ) ของเรานี้ก็เป็นรองเท้ากังฟูที่ฮิตกันมากมาย แต่ตอนนี้เบื่อแล้ว เลยอยากแต่งหน้าให้มันหน่อย
     
     
     
     
    อุปกรณ์ที่จำเป็นคือ สีอะคริลิก(ไม่โฆษณายี่ห้อให้ ราคา 45 บาท ไม่รู้ว่าถูกหรือแพงไม่เพิ่งเคยซื้อครั้งแรก) กับ พู่กัน(เราใช้เบอร์ 9 สง่ามะยุระ ราคา 21 บาท) และอุปกรณ์อย่างอื่นแล้วแต่จะหยิบใช้กันเอง ส่วนเรานั้นต้องใช้สก๊อตเทปด้วย เพราะลายเรานั้นเป็นลายทางเราก็เอาสก๊อตเทปมาช่วยแปะไว้ เส้นจะได้ตรงๆ ไง
     
     
     
     

    และแล้วขั้นตอนการทำก็มาถึง ก็บรรเลงกันตามใจชอบ ชอบไม่ชอบก็อยู่ที่ผลงานเนี่ยแระ
     (ไม่มีรูปนะจ้ะ ไม่กล้าถ่ายอ่ะ)
     
     
     

    555  เสร็จแล้ว  .. เริ่มคิดถึงคู่เก่าสีขาวล้วนของกรูแล้ว
     
     
     

    กรูจะกล้าใส่มันมั้ยเนี่ย  ..เออ แต่ชอบลายข้างหลังจัง
     
     
     
     
    สงสัยคงต้องไปซื้อคู่เก่ากลับมาใหม่ซะแล้วมั้งเนี่ย  ..555  ครั้งแรกค้าบบ
     
    September 02

    โลดแล่น


    วันนี้เกิดอาการคัน อยากออกไปข้างนอก อยากขี่รถเล่น รอแดดหุบ ก็ขอตังค์พ่อออกไปข้างนอกทันที ได้ขี่มอ'ไซค์สมใจ เราเป็นคนชอบขี่มอ'ไซค์มาก ไม่รู้ว่าถ้าขับรถยนต์ได้คล่องและมีเป็นของตัวเองด้วยจะชอบขับเหมือนกับขี่มอ'ไซค์รึเปล่า สันนิษฐานล่วงหน้าไว้ว่าเราคงชอบเหมือนกัน เพราะเรารู้สึกว่าการได้โลดแล่นไปบนท้องถนนมันเป็นอะไรที่สบายใจดี แล้วเราก็ชอบเล่นเกมส์แข่งรถมาตั้งแต่มัธยมแล้วด้วย รู้สึกเห็นข้อดีอีกหนึ่งข้อของการที่เราไฟต์ไปเรียนที่กรุงเทพเพราะถ้าเราได้เรียนอยู่ที่นี่ เราก็ต้องขี่มอ'ไซค์ทุกวัน ถ้าใส่หมวกกันน็อค หัวเราก็ลีบน่าเกลียดมาก แล้วถ้ายิ่งไม่ใส่ลมพัดเส้นผมอันน้อยนิดก็คงปลิวหายไปหมด แค่นี้ก็ล้านเศษแล้ว ..55
     
    สถานที่แรกที่เราแวะเข้าทักทายก็คือ 'ร้านหนังสือเสียงทิพย์' (แปลกแมะ ชื่อเสียงทิพย์เหมือนกับจะขายซีดีเพลง) เป็นร้านหนังสือที่ถือได้ว่าใหญ่ที่สุดในจังหวัดเลยมั้ง (ไม่ใช่จังหวัดเลยนะ! จังหวัดพิษณุโลกต่างหาก ..แป่วว... ..เล่นเองแป่วเอง) ตอนเรียนมัธยมอยู่เราแวะมาประจำถึงแม้มันจะคนละทางกับทางกลับบ้านก็ตาม แต่ก็ไม่รู้จะไปไหน มาดูหนังสือหนังสือดีกว่า วันนี้ได้กลับมาดูหนังสือ ณ ที่เดิมๆ อีกครั้ง วันเวลาผ่านไป เราก็เดินผ่านและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ความคิดความรู้สึกก็เปลี่ยนไป รวมถึงหนังสือในครอบครองก็มีมากขึ้นมากมาย เมื่อเรามองหนังสือจำนวนมากที่อยู่ในร้านแห่งนี้แล้ว เราก็นึกหวนกลับไปถึงหนังสือในครอบครองของเรา เราก็มีหนังสือมากมาย ทั้งที่เป็นของตัวเองจริงๆ ทั้งที่เป็นมรดกตกทอดมา หนังสือเหล่านั้นหลายเล่มจะเป็นบันไดที่ดีให้เราก้าวไปสู่ความฝันได้ด้วย แล้วเรายังแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นมันอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร.. กลับไป เราต้องใส่ใจกับการสร้างสมพื้นฐานแห่งความฝันให้มากกว่านี้ซะแล้ว ข้าวโอ๊ต
     
    เมื่อกรายตัวเดินกวาดตามองหนังสือในร้านอยู่นั้น พลันก็เหลือบไปเห็นชื่อหนังสือคำคุ้นหู COUTURE(กูตูร์) คุ้นมาจากคอร์สเขียนแบบแฟชั่น ไม่ปล่อยให้ความคิดอื่นเข้าแทรก เอื้อมมือหยิบหนังสือมาเปิดผ่านทันที รูปภาพการเดินแบบของนายแบบ-นางแบบภายใต้ชุดที่สวมใส่เพื่อสร้างอะไรก็แล้วแต่ให้กับคนดูหรือให้แก่ผู้ออกแบบเองที่มีอยู่เกือบทุกหน้าในเล่มทำให้เมล็ดพันธุ์แห่งความฝันในการเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ของเรานั้นเริ่มแตกใบอีกใบแล้ว แล้วเรารู้ได้ทันทีเลยว่าเมล็ดพันธุ์เมล็ดนี้นั้นต้องได้รับการฟูมฟักและได้รับสารอาหาร 'พื้นฐาน' ที่ต้องอุดมสมบูรณ์มากๆ เราเริ่มมองเห็นโครงร่างแผนการเลี้ยงดู 'เมล็ดพันธุ์แห่งความฝัน' เมล็ดนี้แล้วล่ะ
     
    ..เดินทาง ท่องเที่ยว ให้ประสบการณ์ได้ไหลผ่าน แล้วแอบจับมันไว้..
     
    ภาพแฟชั่นเหล่านั้นมันเหมือนกับที่เราใช้เป็นแบบในตอนเรียน ทำให้ความคัน อยากวาดรูปเดิดขึ้นมาอีกครั้ง แล้วยิ่งเราไปแวะร้านเครื่องเขียนเข้าก็ยิ่งอยากวาดรูปเข้าไปใหญ่ เห็นสีต่างๆ มากมายหลากหลายยี่ห้อ มีราคาแตกต่างกันไป ..คิดอยู่ในใจ ฝีมือฝึกหัดอย่างเราใช้ถูกๆ ไปก่อนละกัน 55 แล้วก็ทำให้เกิดความคิดดีๆ ได้ขึ้นมาอีกอย่าง คือตอนแรกเราว่าจะหาซื้อการ์ดส่งให้แอ๊ะสำหรับวันเกิด(ที่ผ่านไปแล้ว ..แย่จริงเลย ข้าวโอ๊ต) เราก็คิดได้ว่า แล้วทำไมเราไม่ทำการ์ดเองล่ะ เอาแบบวาดๆ ระบายๆ เนี่ยล่ะ อยากวาดรูปนัก ก็ทำของขวัญเลยดีกว่า ภูมิใจกว่าด้วย 55
     
    ..แต่ก็สงสารแอ๊ะมันนะจะได้อะไรไปก็ไม่รู้ 55
     
    ที่มาร้านเครื่องเขียนเนี่ย ก็ตั้งใจจะมาซื้อสีอะคริลิก จะบอกให้ว่าจะเอาไปเพนท์รองเท้าล่ะ ตอนแรกจะเอาสีดำ แต่มันไม่มีเลยเอาสีเขียวแอปเปิ้ลมา คิดว่าน่าจะเกร๋ที่สุดล่ะ ไม่รู้ผลงานจะออกมาเป็นยังไง ไม่เคยเพนท์อะไรซะด้วยสิ ถ้าทำเสร็จแล้วจะอัพรูปให้ดูนะ ..แต่ยังไงทุกๆ คนก็ช่วยก็เชียร์ด้วยนะ ไม่รู้ว่าจะดูได้รึเปล่าสิ..
     
    ก่อนกลับก็แวะเดินเล่น 'สวนชมน่าน' ซะหน่อย เป็นสวนสาธารณะริมแม่น้ำน่าน ที่เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่ากลางจังหวัดเรา (ถึงได้ชื่อว่าเมืองอกแตกยังไงล่ะ แต่คนอยู่อกไม่แตกนะจ้ะ อิอิ) ก็รู้สึกดีจังมีที่ทำกิจกรรมต่างๆ มากมายให้ผู้คนได้พักผ่อน เราแอบสนใจที่ระบายสีริมข้างทางแล้วละสิ ใครเคยเห็นร้านที่เขาให้เด็กระบายสีลงบนตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์มั้ย เออ เหมือนอย่างนั้นแระ แต่ร้านนี้เข้าให้ระบายรูปการ์ตูนที่เป็นแบบไว้ให้ เขามีของให้เราหมดเลยนะ แล้วก็ปูเสื่อนั่งบนพื้นเอาอ่ะ มีโคมไฟให้ด้วยนะ โห คิดดูสิ อารมณ์จะดีแค่ไหน ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในสวน และถือเป็นการพักผ่อนที่ดีอีกด้วย ..แต่ถ้าเรามาระบายสีที่นี่แล้วเราขอกระดาษเปล่าจะโดน 'ส้ม'( แปลว่า หมั่นไส้ ) เอารึเปล่าเนี่ย หะๆ
     
    2 กันยาแล้ว คิดถึงไพ่ 2 ถ้วยใบนั้นจัง..
     
    ทุกๆ คน เจอกันนะ เมื่อสายลมแห่งโชคชะตาพัดพา. 
     
    September 01

    สวัสดีเดือนกันยา

     

    สวัสดีเดือนกันยา
    เดือนกันยายนเป็นเดือนที่เราชอบมากที่สุด อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นเดือนเกิดของเรา หรือว่าเป็นเดือนแห่งราศีกันย์ที่เป็นราศีของเรา หรือว่าจะเป็นเพราะเป็นเดือนที่มีอากาศชุ่มฉ่ำอย่างที่เราชอบก็ไม่รู้ ..แต่ที่รู้ก็คือ ปีนี้เดือนกันยามาถึงแล้ว

    เริ่มเดือนใหม่ด้วยการตื่นตั้งแต่หกโมงเช้าเพื่อใส่บาตร ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่อาหารที่ตัวเองทำก็เถอะ ถือว่าแชร์บุญกับแม่ หะๆ ถ้าเราทำอาหารให้พระฉันท์เองก็คงไม่ดีแน่ ไว้ฝึกปรือจนโปรก่อนแล้วคุณพระเจอกัน..

    เออ อย่างหนึ่งที่ตอนที่ท่านสวดมนต์ให้พร เรารู้สึกได้ถึงความตั้งใจและละเอียดอ่อนในการสวดมนต์ให้พรของท่านมาก จนเรารับรู้ได้เหมือนกับการฟังเพลงเพราะๆ ที่บรรจงร้องอย่างตั้งใจให้ผู้ฟังได้รู้สึกเป็นสุข ..หรือว่าด้วยบรรยากาศของต่างจังหวัดนะทำให้ไม่มีบริบทของความเร่งรีบเข้ามาแทรกแซง

    วันนี้เอารูป 'ลูกหว้า' มาโชว์ เป็นลูกหมาตัวใหม่ที่เราตั้งใจกลับมาดูหน้าและกลับมาเล่นกับมันโดยเฉพาะ เพราะทนฟังเรื่องของน่ารักซุกซนของมันที่แม่เล่าให้ฟังทางโทรศัพท์ไม่ไหว ปรากฏว่าได้เล่นกับมันจนเบื่อเลย มันเป็นหมาตัวเมียที่อะเลิทมาก เล่นได้ตลอดเวลา เวลาที่คนไม่ว่างเล่นด้วย มันก็จะมาเห่าเรียกให้ไปเล่นกับมัน แล้วเสียงมันก็แหลมแผดหูได้อีก แล้วกินโคตรเก่งเลย รวมๆ แล้วอย่างก็เด็กผู้ชาย สีดำด้วยนะ พันธุ์พุดเดิ้ลอ่ะ


    บลอคที่แล้วพูดถึงอาหารเพื่อสุขภาพที่เราตั้งใจจะกิน แต่บลอคนั้นเรายังไม่ได้กิน มาถึงวันนี้เรากินไปได้แล้วสองวัน รู้สึกดีมาก ดีที่กินได้ เพราะตอนแรกกลัวว่าจะกินไม่ลง ไปๆ มาๆ อร่อยซะด้วยซ้ำ คงเอาไปทำกินต่อที่หอทุกวันละมั้ง (ถ้าตื่น เหอๆ)

    อยู่บ้านมาก็สี่วันแล้ว ได้นอนหลับไปกับอากาศธรรมชาติทุกวันเลย ยังไม่มีวันไหนเปิดแอร์นอนเลย ก็รู้สึกดีนะ ..ธรรมชาติใกล้ตัวที่บริสุทธิ์ไม่ต้องไปหาจากไหนไกลเลย


    สวัสดีนะเดือนกันยา ..หวังว่าเราจะมีเรื่องราวที่สนุกๆ ด้วยกันนะ.