Oatto's profile:: O@t Place ::PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 21

    My Inspiration


    ช่วงนี้รู้สึกว่าพลังชีวิตไม่ค่อยมั่นคง ขึ้นๆ ลงๆ ชอบกล คงเป็นเพราะภาวะจิตใจของเราไม่ค่อยมั่นคงเองแหละ
    วันนี้เลยไปเดินหา inspiration ที่ร้านหนังสือ เดินๆ อยู่สามร้านพอได้ติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง

    เคยรู้สึกเหมือนกันมั้ย เรื่องแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตเนี่ย มันมีหมดเหมือนกันนะ แล้วเราก็ต้องไปเดินตามหามัน

    ไม่รู้ว่าเจ้าตัว inspiration ของเราเป็นหนอนหนังสือ หรือเคยเป็นบรรณารักษ์มาก่อนไม่รู้ เรามักเจอตัวอยู่ตามชั้นหนังสือทุกครั้งไป ไม่รู้เจ้าตัวนี้ของใครเป็นเหมือนกันรึเปล่า หลบอยู่ร้านหนังสือหรือว่าห้องสมุดประจำเลย

    วันนี้ระหว่างที่เดินอยู่ในร้านหนังสือ เดินไปเจอซอกหนึ่งในร้าน มืดๆ แคบๆ นึกในใจว่าเจ้าของร้านเขาไม่กลัวลูกค้าแอบขโมยหนังสือเหรอ เพราะเป็นที่ปลอดภัยจากสายตาเลยทีเดียว (ไม่รู้ว่าเขามีกล้องวงจรปิดรึเปล่า) แล้วก็คิดเลยไปถึงตัวเอง ว่าตัวเองไม่อยากขโมยหนังสือบ้างเหรอ ทั้งๆ ที่ก็ทำได้ เราก็ตอบตัวเองอย่างซื่อสัตย์เลยนะ ว่าเราไม่อยากแน่นอน เราไม่ใช้คนที่เอาของคนอื่นมาเป็นของตัวเองแน่นอน
    แล้วก็เลยนึกไปถึงเรื่องที่แฮนดี้ไดรฟ์ของตัวเองที่ลืมไว้ที่ร้านเกมส์ได้กลับคืนมา จากคนที่เขาเอาของเราไปหลังจากที่เราลืมโดยไม่ได้บอกเจ้าของร้าน แต่ที่ร้านมีกล้องวงจรปิด เจ้าของร้านเลยไปแกล้งๆ ถาม เจ้าของร้านไม่อยากพูดตรงๆ เพราะกลัวเสียลูกค้า ตอนแรกลูกค้าคนนั้นก็ยอมรับว่าหยิบออกมาจากเครื่องจริง(เครื่องข้างกัน)แต่เขาไม่ได้เอากลับบ้าน เจ้าของร้านเลยบอกว่า ไม่เป็นไร แต่ยังไงก็ช่วยกลับไปดูที่บ้านให้หน่อยละกัน แล้ววันรุ่งขึ้นเขาก็เอามาคืน .. ดีใจเป็นอย่างมาก
    วันนี้เราก็คิดได้ว่า เพราะเราไม่ได้อยากได้ของใคร ผลกรรมจึงส่งผลให้เราได้ของๆ เรากลับคืนมา .. ถ้าทุกคนบนโลกนี้เชื่อแบบนี้ เราคงไม่ต้องมีตำรวจเนาะ

    พูดถึง inspiration ต่อ วันนี้ก็ได้กลับมาพอสมควรไม่มากไม่มาย พอให้คิดอะไรๆ ต่อไปได้เรื่อยๆ บวกกับได้หนังสือเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเองหนึ่งเล่ม ซึ่งก็คิดอยู่นานว่าจะซื้อเล่มไหน เพราะงบประมาณมีจำกัด สุดท้ายเจ้า inspiration ก็มาแนะนำแกมบังคับให้เราเลือกได้เล่มหนึ่ง .. เราต้องเชื่อมัน เพราะมันหวังดีกับเราจริงๆ

    ..

    September 16

    ทำไม? จิตวิทยา


    ใครหลายคนที่เคยถามคำถามเราอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่คำถามทั่วไปในชีวิตประจำวัน ประมาณคำถามถึงความคิดเห็นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
    น่าจะรู้พิษเราดี ว่าเราตอบไปยาวและกว้างมากแค่ไหน

    วันนี้มีคนถามเราว่า ทำไมเลือกเรียนจิตวิทยา เราตอบสั้นๆ ว่า ชอบ
    แล้วเขาเล่าต่อถึงมีคนรู้จักของเขาคนหนึ่งจบจิตวิทยาเหมือนกับเรา เป็นคนที่เขาคุยด้วยได้ยากมาก เขาอธิบายว่าคนๆ นั้นเป็นคนที่จะอธิบายอะไรบางอย่างก็จะอ้อมวนอยู่รอบๆ สิ่งที่พูดถึง ซึ่งทำให้ผู้ฟังงงมาก

    ซึ่งมันตรงกับเราเลยทีเดียว แล้วมีเหรอที่เราจะไม่รู้สาเหตุ

    เราคิดว่า สาเหตุที่เรา(และคนที่เรียนจิตวิทยาอีกหลายๆ คน)เป็นแบบนี้ก็คือ การเรียนการสอนวิชาจิตวิทยานั้น เขาสอนให้เรามองสาเหตุของสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากหลายๆ มุมมอง หลายๆ ปัจจัยประกอบกัน ไม่ให้มองว่าจะเกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นได้ด้วยปัจจัยใดเพียงปัจจัยเดียว

    ดังนั้นการที่เราๆ(เด็กจิต)จะซึมซับกระบวนการความคิดแบบนี้เข้าไป จนกลายเป็นอุปนิสัยส่วนตัวไปนั้นก็ไม่แปลก แล้วเรายังคิดเข้าข้างตัวเองด้วยซะอีกว่าการมีกระบวนการความคิดแบบนี้อยู่ในหัวก็เป็นสิ่งดีนิ่ ช่วยไม่ให้เรายึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะ..เราว่า

    ..

    คงคลายความสงสัยกันบ้างเนาะ ที่หลายๆ คนคงแอบสงสัยในตัวเราเหมือนกันเมื่อถามเราเรื่องอะไรต่ออะไร แล้วเราจะพล่าาาาาาามยาวอ่ะ

    ไม่อยากบอกเลยว่า "จริงๆ แล้ว ถ้ามีเวลาให้เราแสดงความคิดเห็นมากกว่านี้ เราก็อยากจะพูดให้เธอฟังมากกว่านี้นะ"

    จริงๆ ๕๕๕

    September 14

    last 14 days


    หากท่านใดเปิดหน้านี้เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก กรุณาข้ามไปอ่านตรงดอกจันท์สีแดง***

    เหลืออีก 14 วันเท่านั้น กับการฝึกงานในแผนกต้อนรับของโรงแรมไพลิน จังหวัดพิษณุโลก

    ก่อนจะจบสองเดือนนี้ เราก็ได้รู้ได้เห็นอะไรมากมาย ทั้งสิ่งที่เป็นเนื้องานจริงๆ กับสิ่งที่นอกเหนือจากนั้น

    สำหรับสิ่งแรกนั้น ก็รู้สึกดีใจและโชคดีที่ได้มีโอกาสมาฝึกงานทางด้านนี้ รู้เรื่องรู้ราวอะไรขึ้นเยอะเลย
    แผนกต้อนรับนี้บางคนรู้จักว่า Front ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างกันทั้งฟรอนต์ ทั้งแผนกต้อนรับ ทั้งรีเซปชั่น(Reception)
    ความคิดที่ผุดขึ้นมาก็คือ คนส่วนใหญ่เรียกเราง่ายๆ ว่าฟรอนต์ใช่มั้ย ที่แปลว่าส่วนหน้า แต่เกี่ยวกับเนื้องานแล้วนั้น ทำงานเบื้องหลังของทุกๆ แผนกโดยสิ้นเชิง

    อย่างน้อยที่ยืนก็อยู่ 'หลัง' เคาวน์เตอร์ ..

     

    ***สำหรับส่วนที่สองนั้น อยากเอาสิ่งที่เราเรียกว่าความจริงลงมาเขียนสักหน่อย
    บอกตรงๆ นะ ว่าอยากให้คนที่ตั้งใจจะมาพักโรงแรมในจังหวัดพิษณุโลก หรือว่า คนที่หาข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมนี้โชคดีสักหน่อย ให้ค้นหาข้อมูลแล้วมาเจอบลอคของเราอันนี้

    ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่เราจะประทับข้อความลงบนโลกออนไลน์ โดยเราจะเขียนเป็นข้อๆ โดยจะไม่ใส่ความคิดเห็นใดๆ ของตนเองลงไปทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้จะเป็นข้อเท็จจริงทั้งสิ้น เพื่อการตัดสินใจของผู้อ่านอย่างเป็นกลาง

    1. โรงแรมนี้เบ็ดเสร็จมี 3 ตึกด้วยกัน ตึกใหญ่ค่อนข้างอายุเยอะหนึ่งตึก ตึกข้างหลังตึกใหญ่ลักษณะเหมือนหอพักสำหรับผู้พักรายเดือนราคาถูก และอีกตึกต้องเดินออกจากตึกใหญ่ไปทางข้างหน้าอีกหน่อยแล้วต้องเลี้ยวเข้าซอยชื่อว่า เพชรไพลิน การใช้งานคล้ายๆ ตึกหลัง
    กรณีที่เกิดขึ้นได้คือ หากผู้เข้าพักจองห้องเป็นจำนวนมาก(หลายสิบห้อง เช่นมีการประชุม) มีความเป็นไปได้ที่จะมีหลายๆ คนได้ไปอยู่ตึกอื่นที่ไม่ใช่ตึกใหญ่ ทั้งๆ ที่มาด้วยกัน จ่ายเงินเท่ากัน หรือมีสิทธิเท่ากันในกรณีที่ทางหน่วยงานออกค่าใช้จ่ายให้ โดยที่ยังไม่อาจเปลี่ยนห้องมาที่ตึกใหญ่ได้ในทันทีเพราะห้องที่ตึกใหญ่อาจเต็มอยู่

    2. ตึกที่ชื่อว่า เพชรไพลิน เคยมีเด็กนักเรียนมาพักหลายห้องและร้องเรียนว่าในห้องมีแมลงสาปวิ่งกันยั่วเยี้ย โดยที่ไม่มีแม่บ้านไปดูแลให้เพราะว่าแม่บ้านกลับบ้านไปแล้ว มีเพียงแต่ไม้กวาดอยู่ชั้นล่างให้หยิบไปใช้ได้เท่านั้น

    3. หากวันใดทางโรงแรมมีงานประชุมเยอะ และมีคนเข้าร่วมงานประชุมเยอะ อาหารกลางวันจะถูกจัดไว้ให้กลางโถงลอบบี้ที่แขกจะเข้าพักก็ต้องเดินผ่าน โต๊ะที่วางไว้ให้มีลักษณะกลมเหมือนโต๊ะจีน แต่อาหารเป็นบุฟเฟ่ต์เหมือนโรงแรมทั่วไป

    4. และในวันที่มีคนเข้าร่วมงานประชุมเยอะนั้น แผนกบัญชีจะถูกเรียกมาให้ช่วยเสิร์ฟน้ำ เก็บจานเปล่า (นึกภาพผู้หญิงมีอายุใส่ชุดแผนกบัญชีเดินเสิร์ฟน้ำอยู่กลางลอบบี้)

    5. ที่ตึกใหญ่นั้นมีหลายห้องที่แขกบ่นมาว่าแอร์ไม่เย็น ถ้าโทรมาที่โอโปเรเตอร์(ซึ่งแผนกต้อนรับรับสายนั้นแหละ)ก็จะได้รับคำตอบกลับไปว่า เดี๋ยวให้ช่างขึ้นไปดูให้ค่ะ ทุกครั้งไป นอกจากนั้นเช่นเดียวกันกับ ฟักบัวเปิดไม่ได้ อ่างล้างหน้าตัน ทีวีเสีย ตู้เย็นไม่มี

    6. โรงแรมนี้มีไวร์เลสอินเตอร์เนตผู้เข้าพักสามารถมาซื้อบัตรชั่วโมงอินเตอร์เนตได้ที่แคชเชียร์หน้าฟรอนต์ ราคาชั่วโมงละ 200 บาท

    7. โรงแรมนี้มีผู้จัดการแผนกต้อนรับเป็นลูกชายเจ้าของโรงแรมที่พูดคำว่า มึง กู กับลูกน้อง(ซึ่งลูกน้องบางคนแก่กว่าตัวเอง)

    8. เมื่อเกิดกรณีขึ้นกับลูกค้าจะสั่งให้ลูกน้องทำอย่างที่ตนบอกเท่านั้น
         กรณีตัวอย่างที่ 1 แขกประจำผรั่งคนหนึ่งจอดรถเข้าเกียร์ขวางรถแขกคนอื่นไว้ทำให้เลื่อนรถไม่ได้ เมื่อยามไปบอกแล้วก็ไม่ยอมไปเลื่อนรถเพราะเขาบอกว่ารถคันนั้นไปแย่งที่จอดของเขา(ที่เขาจอดประจำ) เมื่อผู้จัดการแผนกต้อนรับคนนี้มารู้เหตุการณ์เข้าก็ได้ไปสั่งลูกน้องแผนกต้อนรับของตนให้บอกแขกฝรั่งคนนั้นว่า "ไอ วิล โทรว์ ยัว คาร์" ประมาณว่า ชั้นจะยกรถแกแล้วนะ เมื่อสั่งเสร็จแล้วตนเองก็เดินหายไป

         กรณีตัวอย่างที่ 2 เป็นเรื่องปรกติที่จะมีบูทขายของมาเช่าที่หน้าห้องประชุมของโรงแรมในวันที่มีงานสัมมนาเยอะ มีอยู่วันหนึ่งมีบูทขายหนังสือมาเช่าที่ แล้วการจัดเรียงหนังสือโชว์ลูกค้า โดยมีอยู่บางเล่มที่พิงกับผนังไปโดนรูปภาพติดผนังประดับโรงแรม ผู้จัดการแผนกต้อนรับคนนี้เดินไปเห็นเข้า แล้วพูดออกมาว่า "นิ่ของใครเนี่ย เอาลงเลยนะ" ซึ่งผู้เช่าที่ขายของนั้นได้ยินคำพูดอย่างนั้นและสีหน้าแบบนั้น เธอจึงพูดกลับไปว่า "คุณทำไมต้องมาใส่อารมณ์อย่างนี้คะ บอกกันดีๆ ก็ได้"
         บทสนทนาต่อจากนี้นั้น เราไม่รู้แต่ที่รู้คือหลังจากผู้จัดการคนนั้นเดินดูร้านค้า เขากลับลงมาบอกแคชเชียร์คนที่มีหน้าที่เก็บเงินค่าเช่าร้านว่าให้เก็บร้านขายหนังสือนี้ 1,500 บาท โดยกำชับอย่างเด็ดขาดว่ายังไงก็ต้องเก็บให้ได้ ซึ่งราคาเช่าที่เปิดร้านขายของนั้นอยู่ที่ร้านละ 500 บาท และวันก่อนหน้าวันเกิดเรื่องนี้ ร้านหนังสือร้านนี้ได้มาเปิดขายครั้งหนึ่งแล้ว โดยได้จ่ายค่าเช่าที่ด้วยราคา 500 บาท
         ซึ่งสร้างความคับข้องใจให้แก่แคชเชียร์ผู้นั้นเป็นอย่างมาก แล้วทุกๆ วันที่มีร้านมาขายของ เราเองได้รับหน้าที่จากแคชเชียร์อีกทีให้ขึ้นไปเก็บตังค์ ถึงได้รู้เรื่องราวมา เมื่อรู้อย่างนั้นแล้ว เราก็ขึ้นไปบอกกับร้านนั้นตรงๆ เธอเจ้าของร้านก็เลยเล่าเรื่องราวบทสทนานั้นให้เราฟัง (ที่เราได้เขียนไปแล้วนั้นเอง) เธอยืนยันที่จะเคลียร์ให้ได้ เพราะเธอคิดว่ามีเหตุผลอะไรที่ขึ้นราคาค่าเช่ากันมากขนาดนี้ ซึ่งถ้าหากเป็นเรื่องของขนาดความกว้างของบูท เธอก็คิดว่าน่าจะมาพูดมาบอกกันให้เข้าใจก่อนที่จะขึ้นมาเก็บเงินกันอย่างนี้ หรือถ้าหากเป็นเพราะบทสนทนาระหว่างเธอกับผู้จัดการแผนกต้อนรับคนนั้น(ซึ่งเป็นลูกเจ้าของโรงแรม)แล้วละก็ เธอยิ่งยอมไม่ได้ใหญ่
         สรุปแล้วก็คือ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เคลียร์กับเจ้าของบทสนทนาอย่างที่เธอต้องการก็ตาม แต่เธอคนนั้นได้มาเคลียร์กับหัวหน้าแคชเชียร์ที่ยอมให้เหลือ 1,000 บาท เพราะเหตุความกว้างของบูท โดยที่พี่แคชเชียร์คนนั้นก็ต้องออกใบเสร็จปลอมเพื่อยืนยันว่าเธอเก็บ 1,500 ตามที่ลูกเจ้าของโรงแรมคนนั้นต้องการ

    9. กรณีเรื่องเกิดกับพนักงานในโรงแรม
         กรณีนี้เกิดขึ้นโดยเรามีส่วนเกี่ยวข้องอีกกรณี เรื่องก็คือมีพี่ฝ่ายขายเข้ามาทำงานใหม่คนหนึ่ง แต่เธอคนนี้เป็นฝ่ายขายของโรงแรมอื่นมาก่อนอยู่แล้ว โดยเธอเข้ามารับหน้าที่ของฝ่ายขายในส่วนของรับงานนอก เธอจึงจำเป็นต้องออกไปหาลูกค้าข้างนอก
         แล้ววันแรกของเธอในโรงแรมนี้ที่จะออกไปข้างนอกโดยจะใช้รถตู้ของโรงแรมซึ่งเป็นปกติของเธอที่โรงแรมเก่า เธอได้มาติดต่อกับไดร์เวอร์ผ่านทางแผนกต้อนรับว่า อีกสักพักจะให้พาออกไปข้างนอกโดยเธอจะให้เราไปด้วยเพื่อดูการทำงาน เราก็ตกลงยินดี เมื่อเธอเดินจากไปแล้ว ผู้จัดการแผนกต้อนรับคนนี้ได้มารู้เรื่องนี้เข้า ก็ไม่ยอมให้เธอใช้รถของโรงแรมออกไป แต่ไม่ได้ไปบอกกับเธอเองโดยตรง แต่สั่งให้ไดร์เวอร์ไปหลบให้พ้นๆ และให้แผนกต้อนรับบอกกับเธอว่า ไดร์เวอร์ไม่มีแล้ว ให้เธอไปหาลูกค้าด้วยตัวเอง ซึ่ง ณ ตอนนั้นเราก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ผู้จัดการคนนั้นก็บอกให้รุ่นพี่ในแผนกต้อนรับสั่งเราว่า ห้ามบอกความจริงเด็ดขาด ถ้าบอกจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเลย ซึ่งเราอยู่ตรงนั้นเราได้ยินทุกคำพูดอยู่แล้ว ..
         เรื่องนี้ก็จบแค่นี้แล้วกัน บรรยายไปแค่นี้น่าจะรู้อะไรๆ กันแล้ว

    หมายเหตุ เรื่องทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องของผู้จัดการแผนกต้อนรับไม่ใช่ผู้จัดการโรงแรม อย่าเข้าใจผิด

     

    9 ข้อพอแระ แต่ยังไงเราก็ขอบใจพี่ๆ แผนกต้อนรับที่ช่วยสอนงานให้เรา แล้วก็รู้สึกดีๆ กับแผนกอื่นๆ อีกหลายคน ขอบใจนะ ที่สอนให้รู้อะไรเป็นอะไร และทำให้เห็นว่าแบบนี้ก็มีด้วย.

    September 12

    ความฝันที่ไม่อาจบอกใคร


    ..

    คุณเป็นคนหนึ่งที่มีความฝันที่ไม่อาจบอกใครมั้ย?

    ความฝันในที่นี้หมายถึงความใฝ่ฝัน ความต้องการ สิ่งที่อยากได้อยากเป็นในชีวิต

    มีมั้ย?

    ..

    วันนี้เราาจะมาสารภาพล่ะ
    ว่า เรามี

    (แล้ัวไง?)

    ก็ป่าวหรอก ก็แค่บอกเฉยๆ แล้วก็แค่อยากรู้นิดหน่อย ว่ามีใครเป็นเหมือนกันรึเปล่า