หากท่านใดเปิดหน้านี้เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก กรุณาข้ามไปอ่านตรงดอกจันท์สีแดง***
เหลืออีก 14 วันเท่านั้น กับการฝึกงานในแผนกต้อนรับของโรงแรมไพลิน จังหวัดพิษณุโลก
ก่อนจะจบสองเดือนนี้ เราก็ได้รู้ได้เห็นอะไรมากมาย ทั้งสิ่งที่เป็นเนื้องานจริงๆ กับสิ่งที่นอกเหนือจากนั้น
สำหรับสิ่งแรกนั้น ก็รู้สึกดีใจและโชคดีที่ได้มีโอกาสมาฝึกงานทางด้านนี้ รู้เรื่องรู้ราวอะไรขึ้นเยอะเลย
แผนกต้อนรับนี้บางคนรู้จักว่า Front ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างกันทั้งฟรอนต์ ทั้งแผนกต้อนรับ ทั้งรีเซปชั่น(Reception)
ความคิดที่ผุดขึ้นมาก็คือ คนส่วนใหญ่เรียกเราง่ายๆ ว่าฟรอนต์ใช่มั้ย ที่แปลว่าส่วนหน้า แต่เกี่ยวกับเนื้องานแล้วนั้น ทำงานเบื้องหลังของทุกๆ แผนกโดยสิ้นเชิง
อย่างน้อยที่ยืนก็อยู่ 'หลัง' เคาวน์เตอร์ ..
***สำหรับส่วนที่สองนั้น อยากเอาสิ่งที่เราเรียกว่าความจริงลงมาเขียนสักหน่อย
บอกตรงๆ นะ ว่าอยากให้คนที่ตั้งใจจะมาพักโรงแรมในจังหวัดพิษณุโลก หรือว่า คนที่หาข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมนี้โชคดีสักหน่อย ให้ค้นหาข้อมูลแล้วมาเจอบลอคของเราอันนี้
ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่เราจะประทับข้อความลงบนโลกออนไลน์ โดยเราจะเขียนเป็นข้อๆ โดยจะไม่ใส่ความคิดเห็นใดๆ ของตนเองลงไปทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้จะเป็นข้อเท็จจริงทั้งสิ้น เพื่อการตัดสินใจของผู้อ่านอย่างเป็นกลาง
1. โรงแรมนี้เบ็ดเสร็จมี 3 ตึกด้วยกัน ตึกใหญ่ค่อนข้างอายุเยอะหนึ่งตึก ตึกข้างหลังตึกใหญ่ลักษณะเหมือนหอพักสำหรับผู้พักรายเดือนราคาถูก และอีกตึกต้องเดินออกจากตึกใหญ่ไปทางข้างหน้าอีกหน่อยแล้วต้องเลี้ยวเข้าซอยชื่อว่า เพชรไพลิน การใช้งานคล้ายๆ ตึกหลัง
กรณีที่เกิดขึ้นได้คือ หากผู้เข้าพักจองห้องเป็นจำนวนมาก(หลายสิบห้อง เช่นมีการประชุม) มีความเป็นไปได้ที่จะมีหลายๆ คนได้ไปอยู่ตึกอื่นที่ไม่ใช่ตึกใหญ่ ทั้งๆ ที่มาด้วยกัน จ่ายเงินเท่ากัน หรือมีสิทธิเท่ากันในกรณีที่ทางหน่วยงานออกค่าใช้จ่ายให้ โดยที่ยังไม่อาจเปลี่ยนห้องมาที่ตึกใหญ่ได้ในทันทีเพราะห้องที่ตึกใหญ่อาจเต็มอยู่
2. ตึกที่ชื่อว่า เพชรไพลิน เคยมีเด็กนักเรียนมาพักหลายห้องและร้องเรียนว่าในห้องมีแมลงสาปวิ่งกันยั่วเยี้ย โดยที่ไม่มีแม่บ้านไปดูแลให้เพราะว่าแม่บ้านกลับบ้านไปแล้ว มีเพียงแต่ไม้กวาดอยู่ชั้นล่างให้หยิบไปใช้ได้เท่านั้น
3. หากวันใดทางโรงแรมมีงานประชุมเยอะ และมีคนเข้าร่วมงานประชุมเยอะ อาหารกลางวันจะถูกจัดไว้ให้กลางโถงลอบบี้ที่แขกจะเข้าพักก็ต้องเดินผ่าน โต๊ะที่วางไว้ให้มีลักษณะกลมเหมือนโต๊ะจีน แต่อาหารเป็นบุฟเฟ่ต์เหมือนโรงแรมทั่วไป
4. และในวันที่มีคนเข้าร่วมงานประชุมเยอะนั้น แผนกบัญชีจะถูกเรียกมาให้ช่วยเสิร์ฟน้ำ เก็บจานเปล่า (นึกภาพผู้หญิงมีอายุใส่ชุดแผนกบัญชีเดินเสิร์ฟน้ำอยู่กลางลอบบี้)
5. ที่ตึกใหญ่นั้นมีหลายห้องที่แขกบ่นมาว่าแอร์ไม่เย็น ถ้าโทรมาที่โอโปเรเตอร์(ซึ่งแผนกต้อนรับรับสายนั้นแหละ)ก็จะได้รับคำตอบกลับไปว่า เดี๋ยวให้ช่างขึ้นไปดูให้ค่ะ ทุกครั้งไป นอกจากนั้นเช่นเดียวกันกับ ฟักบัวเปิดไม่ได้ อ่างล้างหน้าตัน ทีวีเสีย ตู้เย็นไม่มี
6. โรงแรมนี้มีไวร์เลสอินเตอร์เนตผู้เข้าพักสามารถมาซื้อบัตรชั่วโมงอินเตอร์เนตได้ที่แคชเชียร์หน้าฟรอนต์ ราคาชั่วโมงละ 200 บาท
7. โรงแรมนี้มีผู้จัดการแผนกต้อนรับเป็นลูกชายเจ้าของโรงแรมที่พูดคำว่า มึง กู กับลูกน้อง(ซึ่งลูกน้องบางคนแก่กว่าตัวเอง)
8. เมื่อเกิดกรณีขึ้นกับลูกค้าจะสั่งให้ลูกน้องทำอย่างที่ตนบอกเท่านั้น
กรณีตัวอย่างที่ 1 แขกประจำผรั่งคนหนึ่งจอดรถเข้าเกียร์ขวางรถแขกคนอื่นไว้ทำให้เลื่อนรถไม่ได้ เมื่อยามไปบอกแล้วก็ไม่ยอมไปเลื่อนรถเพราะเขาบอกว่ารถคันนั้นไปแย่งที่จอดของเขา(ที่เขาจอดประจำ) เมื่อผู้จัดการแผนกต้อนรับคนนี้มารู้เหตุการณ์เข้าก็ได้ไปสั่งลูกน้องแผนกต้อนรับของตนให้บอกแขกฝรั่งคนนั้นว่า "ไอ วิล โทรว์ ยัว คาร์" ประมาณว่า ชั้นจะยกรถแกแล้วนะ เมื่อสั่งเสร็จแล้วตนเองก็เดินหายไป
กรณีตัวอย่างที่ 2 เป็นเรื่องปรกติที่จะมีบูทขายของมาเช่าที่หน้าห้องประชุมของโรงแรมในวันที่มีงานสัมมนาเยอะ มีอยู่วันหนึ่งมีบูทขายหนังสือมาเช่าที่ แล้วการจัดเรียงหนังสือโชว์ลูกค้า โดยมีอยู่บางเล่มที่พิงกับผนังไปโดนรูปภาพติดผนังประดับโรงแรม ผู้จัดการแผนกต้อนรับคนนี้เดินไปเห็นเข้า แล้วพูดออกมาว่า "นิ่ของใครเนี่ย เอาลงเลยนะ" ซึ่งผู้เช่าที่ขายของนั้นได้ยินคำพูดอย่างนั้นและสีหน้าแบบนั้น เธอจึงพูดกลับไปว่า "คุณทำไมต้องมาใส่อารมณ์อย่างนี้คะ บอกกันดีๆ ก็ได้"
บทสนทนาต่อจากนี้นั้น เราไม่รู้แต่ที่รู้คือหลังจากผู้จัดการคนนั้นเดินดูร้านค้า เขากลับลงมาบอกแคชเชียร์คนที่มีหน้าที่เก็บเงินค่าเช่าร้านว่าให้เก็บร้านขายหนังสือนี้ 1,500 บาท โดยกำชับอย่างเด็ดขาดว่ายังไงก็ต้องเก็บให้ได้ ซึ่งราคาเช่าที่เปิดร้านขายของนั้นอยู่ที่ร้านละ 500 บาท และวันก่อนหน้าวันเกิดเรื่องนี้ ร้านหนังสือร้านนี้ได้มาเปิดขายครั้งหนึ่งแล้ว โดยได้จ่ายค่าเช่าที่ด้วยราคา 500 บาท
ซึ่งสร้างความคับข้องใจให้แก่แคชเชียร์ผู้นั้นเป็นอย่างมาก แล้วทุกๆ วันที่มีร้านมาขายของ เราเองได้รับหน้าที่จากแคชเชียร์อีกทีให้ขึ้นไปเก็บตังค์ ถึงได้รู้เรื่องราวมา เมื่อรู้อย่างนั้นแล้ว เราก็ขึ้นไปบอกกับร้านนั้นตรงๆ เธอเจ้าของร้านก็เลยเล่าเรื่องราวบทสทนานั้นให้เราฟัง (ที่เราได้เขียนไปแล้วนั้นเอง) เธอยืนยันที่จะเคลียร์ให้ได้ เพราะเธอคิดว่ามีเหตุผลอะไรที่ขึ้นราคาค่าเช่ากันมากขนาดนี้ ซึ่งถ้าหากเป็นเรื่องของขนาดความกว้างของบูท เธอก็คิดว่าน่าจะมาพูดมาบอกกันให้เข้าใจก่อนที่จะขึ้นมาเก็บเงินกันอย่างนี้ หรือถ้าหากเป็นเพราะบทสนทนาระหว่างเธอกับผู้จัดการแผนกต้อนรับคนนั้น(ซึ่งเป็นลูกเจ้าของโรงแรม)แล้วละก็ เธอยิ่งยอมไม่ได้ใหญ่
สรุปแล้วก็คือ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เคลียร์กับเจ้าของบทสนทนาอย่างที่เธอต้องการก็ตาม แต่เธอคนนั้นได้มาเคลียร์กับหัวหน้าแคชเชียร์ที่ยอมให้เหลือ 1,000 บาท เพราะเหตุความกว้างของบูท โดยที่พี่แคชเชียร์คนนั้นก็ต้องออกใบเสร็จปลอมเพื่อยืนยันว่าเธอเก็บ 1,500 ตามที่ลูกเจ้าของโรงแรมคนนั้นต้องการ
9. กรณีเรื่องเกิดกับพนักงานในโรงแรม
กรณีนี้เกิดขึ้นโดยเรามีส่วนเกี่ยวข้องอีกกรณี เรื่องก็คือมีพี่ฝ่ายขายเข้ามาทำงานใหม่คนหนึ่ง แต่เธอคนนี้เป็นฝ่ายขายของโรงแรมอื่นมาก่อนอยู่แล้ว โดยเธอเข้ามารับหน้าที่ของฝ่ายขายในส่วนของรับงานนอก เธอจึงจำเป็นต้องออกไปหาลูกค้าข้างนอก
แล้ววันแรกของเธอในโรงแรมนี้ที่จะออกไปข้างนอกโดยจะใช้รถตู้ของโรงแรมซึ่งเป็นปกติของเธอที่โรงแรมเก่า เธอได้มาติดต่อกับไดร์เวอร์ผ่านทางแผนกต้อนรับว่า อีกสักพักจะให้พาออกไปข้างนอกโดยเธอจะให้เราไปด้วยเพื่อดูการทำงาน เราก็ตกลงยินดี เมื่อเธอเดินจากไปแล้ว ผู้จัดการแผนกต้อนรับคนนี้ได้มารู้เรื่องนี้เข้า ก็ไม่ยอมให้เธอใช้รถของโรงแรมออกไป แต่ไม่ได้ไปบอกกับเธอเองโดยตรง แต่สั่งให้ไดร์เวอร์ไปหลบให้พ้นๆ และให้แผนกต้อนรับบอกกับเธอว่า ไดร์เวอร์ไม่มีแล้ว ให้เธอไปหาลูกค้าด้วยตัวเอง ซึ่ง ณ ตอนนั้นเราก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ผู้จัดการคนนั้นก็บอกให้รุ่นพี่ในแผนกต้อนรับสั่งเราว่า ห้ามบอกความจริงเด็ดขาด ถ้าบอกจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเลย ซึ่งเราอยู่ตรงนั้นเราได้ยินทุกคำพูดอยู่แล้ว ..
เรื่องนี้ก็จบแค่นี้แล้วกัน บรรยายไปแค่นี้น่าจะรู้อะไรๆ กันแล้ว
หมายเหตุ เรื่องทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องของผู้จัดการแผนกต้อนรับไม่ใช่ผู้จัดการโรงแรม อย่าเข้าใจผิด
9 ข้อพอแระ แต่ยังไงเราก็ขอบใจพี่ๆ แผนกต้อนรับที่ช่วยสอนงานให้เรา แล้วก็รู้สึกดีๆ กับแผนกอื่นๆ อีกหลายคน ขอบใจนะ ที่สอนให้รู้อะไรเป็นอะไร และทำให้เห็นว่าแบบนี้ก็มีด้วย.