Oatto's profile:: O@t Place ::PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 18

    ช่วงเวลาที่โชคดี


    ..ชีวิตคนเราก็มักมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สำหรับการดำเนินชีวิตของเราวันนี้ เมื่อหันหลังกลับมามองสิ่งที่เราผ่านมา ปีผ่านมา เดือนที่ผ่านมา สัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ผ่านมา มันทำให้เราคิดอยู่ในใจคนเดียวว่าเราโชคดีในหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องที่ดูเป็นเรื่องใหญ่เช่นหน้าที่การงาน หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ความบังเอิญได้ฟังเพลงที่ชอบจากวิทยุที่เพิ่งเปิด เป็นต้น เป็นเรื่องที่บางคนอาจไม่ได้สนใจเหมือนกับเราแต่เรื่องเหล่านี้ก็ทำให้เรารู้สึกว่าการดำเนินชีวิตมีคุณค่า
    แต่ความคิดที่เราโชคดีแบบนี้ เรารู้ดีว่ามันมีอยู่ แต่มันไม่คงทนถาวร สักวันความรู้สึกเหล่านี้ก็จะหายไป เหมือนเป็นแบบฝึกหัดให้เราได้ฝึกควบคุมความรู้สึกไม่ให้ไหลไปตามกระแสต่างๆ ได้ 
    แต่อย่างไรก็ตามเราก็อยากขอบคุณสิ่งดีๆ เหล่านี้ที่อย่างน้อยก็ได้หมุนวนเข้ามาในช่วงชีวิตเรา ..ขอบคุณนะ
    July 27

    รุ้งวันนี้

    KONICA MINOLTA DIGITAL CAMERA

    รุ้งวันนี้

    June 20

    วันที่ฉัน..


    ๑๘ มิถุนายน ๕๒ วันแรกที่ฉันลางาน
    เงินเดือนหายไปหนึ่งพันบาท .. ออกจากห้องไปแล้ว นั่งรถเมล์ถึงอนุเสาวรีย์แล้ว แต่ก็ตัดสินใจนั่งรถสายเดิมกลับ .. ปวดหัวมากๆ รู้สึกอยากอาเจียน กลับดีกว่า ได้นอนพัก ได้รู้สึกว่าการดูแลตัวเองสำคัญกว่าเงิน

    ๑๙ มิถุนายน ๕๒ วันแรกที่ฉันเล่นเกมส์กับเพื่อนๆ อย่างสบายใจ
    เนื่องจากวันนี้ไม่ได้ทำงาน และพรุ่งนี้ก็ไม่ได้ทำงานเช่นกัน จะเล่นจนเลิกดึกแค่ไหนก็ไม่กลัว รู้สึกสบายใจ .. แต่คงเป็นวันสุดท้ายแล้วมั้งในช่วงนี้ เนื่องจากเดือนหน้าก็ต้องเปลี่ยนวันหยุดใหม่อีกแล้ว .. งาน ..

    May 12

    พูดคำหยาบ


    ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒
    เพิ่งค้นพบว่า สำหรับเราแล้วการพูดคำหยาบก็เป็นการคลายเครียดได้อีกวิธีหนึ่งเหมือนกัน
    วันนี้หลังเลิกงานเดินออกมาจากตึกแล้วฝนยังตกโปรยๆ ต่อเนื่องมาจากการตกกระหน่ำอยู่
    เราเปล่งเสียงพูดขึ้นมาว่า "วันที่ Gu ไม่ได้เอาร่มมา ก็เสือกตก อีด-อก"
    แล้วพลันความเครียดที่สะสมมาจากการทำงานทั้งวันก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงไปอย่างประหลาด

    ..
    เออ แปลกจริง เพิ่งรู้

    April 21

    งาน จิต ชีวิต แก่นแท้


    ล่วงเข้าเดือนที่สามของการทำงานจริงๆ ในชีวิตจริง ยังไม่ได้เขียนอะไรถึงการทำงานอย่างจริงจังเลย ได้แต่คิดไว้ว่าจะเขียนเมื่อจะเขียน .. วันนี้คงถึงเวลานั้นแล้วมั้ง

    วันที่เพื่อนร่วมอบรมการทำงานรุ่นเดียวกัน อยู่กลุ่มเดียวกัน สนิทกัน เขากำลังจะลาออก

    สิ่งนี้ทำให้เรากลับมาคิดเรื่องการทำงานอย่างจริงจัง ว่า ชีวิตนี้เราอยู่เพื่อทำงาน หรือ เราทำงานเพื่อให้มีชีวิตอยู่กันแน่นะ

    ถ้าไม่ได้มองโลกในแง่ดีมากๆ ก็น่าจะมองออกว่าเวลาในชีวิตของคนเราส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงาน ทำงาน 5 วัน หยุด 2 วัน คงบวกลบกันเป็น

    เราเคยรับสายลูกค้าคนหนึ่ง เราแนะนำเขาถึงสิทธิพิเศษต่างๆ เช่นการดูภาพยนตร์ในราคาพิเศษหรือว่าเป็นส่วนลดที่พักตามสถานที่ท่องเที่ยว ลูกค้าคนนั้นเสียงแข็งตอบกลับมาว่าไม่เคยเลย ไม่สนใจ ไม่เลย ทำงานตลอด ไม่เลย .. สูดหายใจเข้าหนึ่งครั้ง ชีวิตคนเราเกิดมาเพื่ออะไรกัน เพื่อทำงานอย่างเดียวอย่างนั้นเหรอ?

    มีคำถามผุดขึ้นในหัวทันที การทำงานอย่างเดียวในชีวิตได้อะไร? ..ไม่รู้คำตอบคืออะไร ไม่รู้ว่าคนที่คิดแบบลูกค้าท่านนั้นคิดผิดหรือคิดถูก หรือว่ามีความสุขหรือมีความทุกข์ หรือมีความภูมิใจหรือน้อยเนื้อต่ำใจ หรือมีความจำเป็น

    ความจำเป็นในการหาเงินเพื่อใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต การทำงาน > เงิน > มีข้าวกินมีที่อยู่ > มีชีวิต ..  คงเป็นแบบนี้ละมั้ง การทำงานกับการมีชีวิตเลยแยกกันไม่ค่อยออก

    คงเป็นเพราะแบบนี้พวกผู้ใหญ่จึงมีสายตาเป็นห่วงและกดดัน ในยามที่ลูกหลานตกงาน .. เขาคงกลัวว่าลูกหลานจะไม่มีชีวิต

    ....

    ฉันเห็นบางสิ่งบางอย่างตามท่านอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉัน สิ่งนั้นคือ เปลือกนอกทั้งหมดของการดำรงอยู่

    สุข ทุกข์ เงิน เหนื่อย ดีใจ กังวล เป็นห่วง น้ำเสียง เหตุการณ์ อร่อย ตาย ความคิด คิดมาก โก้หรู ประชด แสลง ประเพณี ล้อเลียน เขินอาย ความรัก เพศสัมพันธ์ โทรศัพท์ .....  ทุกสิ่งทุกอย่าง

    ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรมีอยู่จริงเลย ไม่มีอะไรที่ตั้งอยู่แล้วไม่ดับไป ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่หลายสิ่งหลายอย่างประกอบกันขึ้น แล้วก็จะสลายไป ประกอบเป็นสิ่งใหม่ และไม่มีสิ่งไหนคงแท้แน่นอน  nothing

    ทุกวันนี้เรากำลังจมอยู่กับอะไร จมอยู่กับความไม่จริง ความไม่จีรัง เราจมแล้วเราไหลตาม เราจมอยู่ในทุกเรื่อง ถ้าจมอยู่กับความสุข เราก็มีความรู้สึกว่าสุข เบิกบาน ล่องลอย ลืมตัว ถ้าจมอยู่กับความทุกข์ เราจะเศร้า หม่นหมอง หดหู่ มืดบอด

    มนุษย์เราสมควรตื่น

    ฉันอยากตื่นตลอดเวลา บางทีฉันมีจิตอยู่กับปัจจุบันขณะ ฉันหลงว่าตัวเองตื่น แต่เมื่อเวลามีปัจจัยใดๆ มากระทบจิต ฉันตามสิ่งเหล่านั้น ฉันยังอยู่แค่ระดับสะลึมสะลือจริงๆ

    พระพุทธเจ้าคืออาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตฉัน

    ....

    ได้ความคิดที่จะนำไปบอกเพื่อนเพื่อช่วยให้เขาคิดใหม่ในการจะลาออก

    ..ไม่มีงานไหนไม่มีความกดดันหรือความตึงเครียด เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นชื่อเล่นของความทุกข์ และบนโลกนี้ไม่มีใครที่พ้นจากความทุกข์ไปได้ นอกจาก พระพุทธเจ้า..

     

    April 14

    มีแต่ความคิดถึง


    มีแต่ความคิดถึงจริงๆ .. ไม่มีอะไรที่จะเขียนอย่างจริงจังเลย

    คิดถึง.

     

    February 10

    9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์ (เดลินิวส์)


    หนึ่งในเก้าเทคนิคที่ได้อ่านวันนี้มีหัวข้อของการเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันด้วย จึงข้อเขียนขอบคุณอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้เราได้อ่านบทความนี้ ทั้งผู้เขียน หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เวบกระปุกดอทคอม ระบบอินเตอร์เนต โน้ตบุค กระแสไฟฟ้า

    ขอบคุณนะ

     

    9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์ (เดลินิวส์)

              ใครอยากสมองไบรท์ฟังทางนี้ เดลินิวส์ออนไลน์มี 9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์มาบอก...

              1.  จิบน้ำบ่อยๆ  (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อยๆ

              2. กินไขมันดี  (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

              3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที  (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

              4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

              5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ

              6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
               
              7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

              8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดีๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

              9.  ฝึกหายใจลึกๆ (Deep breath) สมองใช้ออกซิเจน 20 - 25% ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

     

    สิ่งดีๆ ที่น่าทำตาม..

     

    February 05

    รักและคิดถึง


    อัพเดท อัพเดท

    ไม่ได้เขียนอะไรนานมากแล้วอ่ะ (คิดถึงว่ะ)
    เหตุผลก็มีหลายอย่าง แต่ก็ไม่ต้องไปสนใจดีกว่า เพราะตอนนี้ก็เขียนอยู่แล้วนี่ไง

    คิดๆ ไปก็ไม่รู้จะเริ่มเล่าอะไรตรงไหนก่อนดี .. เอาเป็นเริ่มด้วยการบอกเพื่อนๆ หลายคนที่เราเคยเข้าไปอ่านบลอคเสมอๆ ว่า ช่วงนี้ไม่ได้ติดตามอ่านเลยอ่ะ .. ซอรี่ๆ

    ช่วงนี้ก็จะเรียกได้ว่าทำงานรึเปล่าก็ไม่รู้ เหมือนทั้งทำงานทั้งเรียน เพราะอยู่ในช่วงเทรน ยังไม่ได้ทำงานแบบจริงๆ จังๆ ได้แค่ฝึกๆ แล้วก็มีการสอบด้วย เหมือนจ้างให้มาเรียนเลย เหอๆ

    แต่จะว่าไปการไม่เหลือเวลาฟุ่มเฟือยทำให้เรามีความสุขดี ถึงแม้จะทุกข์จากอะไรต่างๆ นานา แต่มันก็เป็นทุกข์ที่เราต้องเจออยู่แล้วในชีวิตประจำวัน เรียกได้ว่าเพราะมีทุกข์จึงมีสุข

    (สังเกตมั้ยว่าไม่มีใครมีแต่สุขอย่างเดียว ถ้าไม่อยากมีทุกข์ก็จะไม่มีสุขด้วย = พระพุทธเจ้า)

    ตอนนี้เราก็มีความสุขดี เพื่อนๆ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ เราก็เรื่อยๆ ไปตามประสา พยายามเดินอย่างก้าวหน้าทุกวันในทุกมิติ

    เขียนๆ ไปแล้วก็คิดถึงเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ขึ้นมาจับใจ ชีวิตคนเราต่างมาคนละเส้นทาง มีบ้างที่ได้บรรจบกันถือเป็นวาสนา เมื่อบรรจบย่อมมีการจาก แต่ไม่มีใครบอกว่าเจอกันได้เพียงแค่ครั้งเดียว ขอเพียงใจเราต้องการเท่านั้นพอ

    คำว่า รัก แต่ละคนซึ้งใจกับคำนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รู้สึกได้เท่ากับคนที่โชคดีมาก

    ฉันซึ้งใจ .. คำว่า รัก ยิ่งใหญ่กว่าคำว่า หนุ่มสาววัยรุ่นมากนัก..

    ......

    ยิ้มไว้เถอะนะ แล้วทุกอย่างมันดีจริงๆ

    อยากบอกรักทุกคนจัง..

    รักนะ

    December 28

    ความพยายามอยู่ที่ไหน กับ ความสำเร็จที่แท้จริง


    ในสมุดเฟรนชิพเมื่อตอน ป.6 ..
    ทุกคนคงจำกันได้สำหรับช่องที่ให้ใส่ คติประจำใจ : ..........
    คนอื่นๆ เขียนกันว่าอย่างไรบ้าง ประโยคที่เราอ่านเจอบ่อยที่สุดมีอยู่สองประโยค หนึ่ง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด สอง ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
    สำหรับของเราเองเป็นคำว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เราคิดอย่างนั้นจริงๆ ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันในช่อง Quote ใน hi5

    แต่วันนี้(๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๑)เราได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง 'รู้ด้วยจิต' (ของท่าน พ.นวลจันทร์ สำนักพิมพ์อมรินทร์) ในบท 'ความสำเร็จที่แท้จริง'
    รู้สึกว่ามันกระทบใจ จึงอยากนำบทความของท่าน พ.นวลจันทร์ (ท่านเป็นพระสงฆ์) ในบทดังกล่าวมาวางไว้ในบลอคส่วนตัวที่เหมือนเป็นสื่อใยบางๆ ของสายใยที่พัน

    กันอยู่รอบโลกนี้สักหน่อย

    ดังนี้

    ความสำเร็จที่แท้จริง

    ความพยายามอยู่ที่ไหน  ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงหรือเปล่า
    แท้จริงความพยายามอยู่ที่ไหน  ความพยายามก็อยู่ที่นั่น
    เมื่อกำลังพยายามอยู่  ก็ต้องอยู่กับความพยายาม
    คือรู้ว่ากำลังพยายามอยู่  อย่าไปมุ่งที่ผลสำเร็จ
    อย่าไปมุ่งที่ผลของความพยายาม  เพราะยังมาไม่ถึง

    ปัจจุบันสำคัญที่สุด  ถ้าไม่อยู่กับปัจจุบัน
    ใจก็จะรอคอยและร้อนเร่าร้อนรน
    พอรอนานเข้า  ทนไม่ไหว  อาจจะบ่นว่า
    "ไหน  ไม่เห็นสำเร็จสักที  อุตส่าห์พยายามขนาดนี้"
    ในที่สุดอาจเลิกทำความเพียร (พยายาม) ไปเลยก็ได้

    อันที่จริงแล้วถ้าเราสามารถที่จะอยู่กับความเพียร (พยายาม) ได้
    นี่แหละคือความสำเร็จที่แท้จริง (เป็นอันดับแรก)
    ขอท่านจงเป็นผู้ทำความเพียรเพื่อความเพียรเถิด
    จริงอยู่  เป้าหมายเด่นชัด  วิธีการย่อมบังเกิด
    แต่เมื่อเวลาปฏิบัติการก็ต้องอยู่กับวิธีการ
    อยู่กับกระบวนการที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น  ไม่ใช่ไปมุ่งที่เป้าหมาย

    เป้าหมายควรมี  เพราะจะทำให้การปฏิบัติมีทิศทางที่แน่นอนชัดเจน  เช่น  สมมติว่าเราอยู่กรุงเทพฯ  เป้าหมายคือเชียงใหม่
    เมื่อมีเป้าหมายแล้ว  วิธีการย่อมบังเกิด
    เราก็ต้องไปหาวิธีการว่าทำอย่างไรจึงจะไปถึงเชียงใหม่ได้
    เมื่อได้วิธีการแล้ว  ต่อไปก็เริ่มเดินทาง
    และในระหว่างที่เดินทางอยู่ก็ไม่ต้องไปบ่น
    หรือเกิดทุกข์ร้อนว่าทำไม่ยังไม่ถึงเชียงใหม่สักที
    เมื่อไหร่จะถึงเสียที  เป็นต้น

    การเดินทางเพื่อไปสู่พระนิพพานก็เช่นเดียวกัน
    ในระหว่างที่เดินทางอยู่  ก็ชื่อว่ากำลังเดินทางอยู่  แต่ยังไม่ถึง
    เราก็ต้องอยู่กับปัจจุบัน  ไม่ต้องไปบ่นหรือหมดกำลังใจในการเดินทาง  เดินทางต่อไปท่าน  ด้วยความเพียรในปัจจุบัน

    ถ้าเราอยู่กับปัจจุบันได้  จะไม่เหนื่อยหน่าย
    ไม่ท้อแท้  ไม่ท้อถอย  ไม่หมดกำลังใจ
    อย่างนี้จุดหมายปลายทางอยู่แค่เอื้อม
    แต่ถ้าไปมุ่งที่จุดหมายปลายทาง  อาจทำให้ท้อได้
    และก็จะยิ่งห่างออกไปจากเป้าหมายทุกๆ ขณะ
    พอกันทีกับการที่ทำอะไรแล้วใจมุ่งอยู่ที่เป้าหมายมากเกินไป
    กลายเป็นทุกข์เพราะการรอคอย
    ทุกข์เพราะการยังไม่บรรลุถึงเป้าหมาย
    ถ้ายังทุกข์อยู่อย่างนี้  ถ้าเฝ้ารอคอยอยู่อย่างนี้
    รับรองว่าไม่มีวันที่จะถึงจุดหมายปลายทางได้
    เหตุสมควรทุกข์เพราะการรอคอยไม่มีในโลก
    และเหตุสมควรทุกข์เพราะการยังไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่มีในโลกเช่นเดียวกัน

    ..................................................................

    โปรดพิจารณาตามกำลังปัญญาของแต่ละคนนะจ้ะ
    และขอขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ได้อ่านหนังสือเล่มนี้

    December 10

    ภาวะอากาศอมยิ้ม


    อากาศหนาว .. หลายคนคงได้อ่านบลอคของอีกหลายๆ คนเกี่ยวกับเรื่องนี้
    อากาศเปลี่ยน ความรู้สึกก็เปลี่ยน .. หลายคนจึงเขียน

    การเจอบางสิ่งที่ตรงข้ามกับความจำเจของตนเองเป็นความสุขและสนุกของมนุษย์
    ดังนั้น อากาศหนาวจึงเป็นสิ่งที่สุขและสนุกของคนไทยส่วน ใหญ่(เน้น! ส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทั้งหมด)

    เมื่อประจวบกับช่วงอากาศหนาวในประเทศไทยตรงกับช่วงเทศกาลพักผ่อนสากล ทั้งวันขึ้นปีใหม่และวันคริสมาสที่ไม่ใช่ชาวคริสต์ก็ร่วมสนุกได้ จึงส่ง ผลให้ช่วงอากาศหนาวของไทยเป็นห้วงเวลาที่นำพาความสุขมาให้คนไทยได้มากทีเดียว

    จึงอาจทำให้ค่ายหนังเกิดไอเดียจับคู่กำหนดการฉายภาพยนตร์ในเครือของตนให้ตรงกับช่วงอากาศดีๆ โรแมนติกแบบนี้ตามหลักจิตวิทยาทั่วไป ในเรื่อง ของการเรียนรู้ก็เป็นได้ ยกตัวอย่างจากค่ายหนังที่ทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ฉายใกล้ๆ ช่วงคริสมาสในปีที่แล้ว ที่พระเอกในเรื่องทำคนดูช็อคไปทั้งโรงด้วยฉาก เงียบๆ กว่าสามสิบวินาที แต่ทำเอาผู้เขียนดูช้ำอีกหลายรอบ ด้วยเนื้อเรื่องที่ดีและบรรยากาศที่ใกล้บ้านของผู้เขียนช่วงนั้น ทำเอาผู้เขียนเดินยิ้มอยู่แถวนั้นได้คน เดียว
    และได้ข่าวว่าภาพยนตร์อีกเรื่องของค่ายหนังค่ายนั้นกำลังจะฉายวันคริสมาสนี้ .. นี่มันการตลาดรึเปล่า ผู้เขียนคิดเอง

    หากนึกถึงเรื่องขึ้นปีใหม่กันขึ้นมาในใจ หลายคนคงคุ้นเคยกับประโยคที่ว่าด้วยการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งดีๆ สิ่งที่ไม่ดีในปีเก่าก็ลืมๆ มันไป หรือ ไม่ก็เก็บมันไว้เป็นบทเรียนเพื่อชีวิตที่ดีในปีใหม่ หลายคนคงยึดถือเขตแบ่งช่วงเวลานี้เป็นหมายกำหนดการเปลี่ยนแปลงนิสัยของตนเอง สิ่งนี้แสดงให้เราเห็น ว่ามนุษย์ย่อมมีธรรมชาติในการพัฒนาตนเอง ซึ่งอาจเป็นเรื่องเดียวกับการคัดเลือกทางธรรมชาติ(Natural selection)ก็ได้

    ช่วงอากาศหนาวๆ ในช่วงใกล้ปีใหม่นี้ก็ดึงดูดให้เราคิดถึงอะไรหลายอย่าง คิดถึงความรับผิดชอบของหัวหน้าโครงการทริปสีน้ำที่น้ำหนาว ที่ทั้งหนาว ทั้งสนุก ทั้งเหนื่อย ทั้งภูมิใจ คิดถึงการเรียนหนังสือในห้องเรียนที่กว้างใหญ่อย่างดอยอินทนนท์ เป็นวิชาเรียนที่ยิ่งใหญ่จนอยากเซฟเก็บไว้ในแฮนดี้ไดร์ฟไม่ อยากทำความทรงจำนี้หาย คิดถึงลมหนาวพัดแรงที่ใต้หอในช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ไม่ได้กลับบ้านและหอร้างผู้คน คิดถึงการเริ่มปีใหม่ปีนี้ด้วยแสงแรกบนยอด ภูชีฟ้าที่ท้องฟ้าวันนั้นมีค่ามากกว่าทอง คิดถึงการนั่งอ่านหนังสือสอบมิดเทอมของเทอมสองใต้หอท้าลมแรง คิดถึงเขาเขียวที่อยู่เลยเขาใหญ่ขึ้นไปที่เป็นที่ ของทหารที่คนนอกไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปได้และเรื่องขนหัวลุก คิดถึงอากาศดีๆ บนเขาใหญ่กับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกิจกรรมของค่ายจิตวิทยาอนุรักษ์ ธรรมชาติ ...

    อากาศหนาวนำพาความรู้สึกดีๆ มาให้ผู้เขียนได้มากทีเดียว ทำให้ผู้เขียนอมยิ้มได้เสมอเมื่อสัมผัสอากาศนอกตัวอาคาร

    เราเกิดมาบนโลกเพื่ออะไรกันนะ เพื่อมารับความรู้สึกดีๆ เช่นนี้รึเปล่า
    หรือเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม รอวันไปสู่นิพพานตามท่านพระ พุทธองค์
    ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ฉันก็จะสะสมความทรงจำดีๆ เหล่านี้ไประหว่างทางแล้วกัน

    ด้วยรักและคิดถึงเพื่อนร่วมโลกใบนี้ทุกคน
    ธีรพงศ์ แสงนาค

    November 22

    บทเพลงจากห้วงแห่งความอ่อนไหว

     

     

    ฝัน-หวาน-อาย-จูบ - ออกัส Ft.พลอย ณัชชา

    ล้านนา จุฬา ขันโตก


    เพิ่งกลับมาจากช่วยงานชมรม(ล้านนา) ในงานขันโตกที่ถือว่าเป็นงานใหญ่ของชมรม

    เรารู้สึกดีมากกับบรรยากาศ ไม่ใช่บรรยากาศของงานนะ แต่เป็นบรรยากาศของคนที่สนิทสนมกันมาทำกิจกรรมร่วมกัน

    การได้เจอกัน ได้คุยกัน ได้แกล้งกัน ได้หัวเราะกัน ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองให้คนอื่นฟัง ได้รับฟังเรื่องราวชีวิตต่างๆ ของ 'เพื่อน' ของเรา ซึ่งไม่จำเป็นต้องอายุเท่ากัน

    ฉันคิดว่าการแสดงบนเวที ความตลกของพิธีกร อาหารภาคเหนือบนโตกมันเป็นแค่เพียง 'ปลายทาง' เท่านั้น และฉันคิดว่าสิ่งที่เราคนทำกิจกรรมได้รับและเรียนรู้คือ 'ระหว่างทาง'

    ฉันมีความสุขมากกับการดูดดื่มซึมซับ 'บรรยากาศ' ในวันนี้

    ฉันมีความสุข

    November 09

    กลิ่นละครนิเทศ


    ได้ดูซิตคอมเรื่องใหม่ "เนื้อคู่ประตูถัดไป" กันรึเปล่า

    เราโคตรชอบเลยอ่ะ มันให้บรรยากาศของละครนิเทศที่เราชอบดูมากๆ

    ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรที่มันเหมือนละครนิเทศ ก็เพราะทีมเขียนบทเรื่องนี้ก็เคยทำละครนิเทศมาก่อน

    และก็ไม่ต้องห่วงเรื่องของตัวแสดง มี โอปอล คนเดียวก็ตลกได้ตลอด สมแล้วที่เป็นเด็กนิเทศจุฬา

    มีเรื่องนี้ให้ดูทุกวันเสาร์ก็เหมือนได้ดูละครนิเทศทุกสัปดาห์เลยทีเดียว

    ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รสชาติของละครนิเทศอย่างเต็มปากเต็มคำ แต่ก็ได้กลิ่นโชยอยู่ตลอดนะ

    ซึ่งเป็นกลิ่นที่แรงเตะจมูกบวมกันเลยทีเดียว

    ..

    ถือโอกาสโฆษณาให้เขาเลยละกัน ละครซิตคอมเรื่อง เนื้อคู่ประตูถัดไป นำแสดงโดย พอลล่า ซันนี่ โอปอล ร่วมตามหาเนื้อคู่พร้อมเสียงหัวเราะได้ทุกวันเสาร์เวลา 14 นาฬิกา ทางโมเดินไนน์นะจ้ะ

    ใครอยากดูย้อนหลังดูได้ที่ www.me.in.th/live ร่วมโหวตให้รายการโปรดด้วยก็ดีนะ

    www.truelovenextdoor.com

    November 05

    หัวข้อความคิดจาก Follow Your Heart


    " Follow Your Heart ก้าวไปตามใจฝัน "

    เป็นหนังสือที่เราอ่านสองรอบต่อกันในทันที ซึ่งตั้งใจไว้ระหว่างอ่านรอบแรกอยู่แล้วว่า เมื่ออ่านรอบที่สองเราจะจดสิ่งที่ได้ออกมาเป็นหัวข้อพร้อมไปด้วย ซึ่งนอกจากเขียนลงสมุดบันทึกเก็บไว้อ่านเองแล้ว ก็อยากเขียนลงบลอคไว้ด้วย เผื่อใครมาอ่านเจอจะได้เป็นประโยชน์กับคนอื่นได้บ้าง ซึ่งเราคงไม่เอาไปบอกไปแนะนำใครก่อนที่เขาจะถามหรอกเพราะในเล่มนี้ได้บอกเราไว้ในเรื่องนี้ด้วย(ข้อ11)

    จะว่าไปแล้วเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มีมากกว่าชื่อหนังสือนัก ถ้าหากชื่อหนังสือไม่ถูกใจก็อย่าไปใส่ใจดีกว่า หัวข้อความคิดทั้งหมดที่เรารวบรวมได้มีดังนี้

    1. โลกเหมือนห้องเรียนขนาดใหญ่ เป็นชั้นเรียนแห่งชีวิต เราเกิดมาเพื่อเรียนรู้

    2. บทเรียนชีวิตเกิดขึ้นต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

    3. บทเรียนใดๆ เมื่อเราได้เรียนรู้และสอบผ่านแล้วบทเรียนนั้นจึงจะจบลง มิฉะนั้นเรายังคงได้รับบทเรียนนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

    4. จงใช้ชีวิตราวกับว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนมีจุดมุ่งหมาย

    5. สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นใหม่ คือสถานที่ที่กำลังอยู่

    6. ใส่ใจกับสัญญาณเตือนภัย

    7. ชีวิตไม่จำเป็นต้องมีแต่ความเจ็บปวดเสมอไป แต่ความเจ็บปวดยังคงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้น

    8. ทุกคนที่ก้าวเข้ามาในชีวิตเราล้วนเป็นครูของเรา เนื่องจากเขาช่วยให้เรารู้ว่าขีดจำกัดของเราอยู่ตรงไหน และควรจะพัฒนาในจุดใดบ้าง

    9. ทีละขั้น

    10. ถามตัวเองอยู่เสมอว่า "ฉันกำลังเรียนรู้อะไรจากเจ้าสิ่งนี้"

    11. การแนะนำบทเรียนให้ผู้อื่น ถ้าไม่มีใครถามแสดงว่าพวกเขายังไม่ต้องการข้อมูลหรือคำแนะนำใดๆ

    12. เราได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตเหล่านั้นตามลำดับที่เหมาะสม

    13. โลกนี้ไม่ได้ชอบพอใครเป็นพิเศษ

    14. กฏแห่งเมล็ดพันธุ์  "เราจะเก็บเกี่ยวผลได้ก็ต่อเมื่อได้ลงแรงไปแล้ว"  การลงแรง+การอดทนรอ = ผลที่ได้รับ

    15. ยิ่งเก่ง เกมยิ่งยาก

    16. คำถามที่ต้องพิจารณา "เรากำลังทำอะไรกับสิ่งที่เรามีอยู่"

    17. โลกเรานี้ให้รางวัลแก่คนที่พยายามและลงมือทำ

    18. จงมีวินัยในตนเอง

    19. ความมีระเบียบ

    20. ไม่มีการลงแรงครั้งใดที่สูญเปล่า

    21. คลื่นชีวิต  สิ่งต่างๆ นั้นมีแนวโน้มที่จะเดินทางเป็นกลุ่มก้อน

    22. ทุกสรรพสิ่งเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้นจงรู้จักการปรับตัว

    23. ชีวิตเป็นเสมือนกระจกสะท้อนความเชื่อของคุณ

    24. คนเรามักพูดถึงข้อจำกัดของตัวเอง ว่า "นั่นเป็นเพราะ ฉันเป็น..." แต่ในความเป็นจริง "นั่นเป็นเพราะ ฉันคิดว่าฉันเป็น..."

    25. เราไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนเรื่องที่เราเล่า

    26. ถามตัวเราเองว่า "ฉันจะทำอะไรได้บ้างถ้าฉันไม่มีเรื่องราวหรือความเชื่อใดๆ ผูกติดอยู่กับตัวเอง"

    27. การจะหาเงินและเก็บเงินไว้ให้ได้นั้น ต้องรู้สึกสบายใจเรื่องเงิน

    28. เมื่อคุณไล่ล่าสิ่งใด สิ่งนั้นมักหนีหาย

    29. ถ้าคุณอยากได้สิ่งใด จงมอบสิ่งนั้นให้แก่ผู้อื่น

    30. หากคุณมุ่งมั่นสิ่งใด สิ่งนั้นจะกลายเป็นจริง

    31. การมองโลกในแง่ดีไม่ได้ให้หลักประกันอะไร แต่การมองโลกในทางบวกจะช่วยให้เราทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

    32. จิตใต้สำนึกเป็นแหล่งสะสมความคิดทั้งหมดของเรา สิ่งที่เราคิดบ่อยที่สุดเป็นตัวสร้างพฤติกรรมที่มาจากจิตใต้สำนึกที่เด่นชัดที่สุดของเรา

    33. เราเลือกเองว่าจะมองคนอื่นอย่างไร

    34. รู้สึกขอบคุณทุกๆ อย่างที่ได้รับ

    35. ภารกิจในชีวิตมิใช่การมีชีวิตอยู่โดยปราศจากอุปสรรคใดๆ แต่คือการเกิดความรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสรรพสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตต่างหาก

    36. เมื่อใดที่คุณพูดว่า "ฉันจะทำสิ่งนี้ละ และฉันไม่สนใจว่าจะยากสักแค่ไหน" เมื่อนั้นชีวิตจะเริ่มเป็นไปตามที่คุณต้องการ

    37. ผู้รู้ใช้ชีวิตด้วยการลงมือทำ มิใช่แค่คิดว่าจะลงมือทำ

    38. ยิ่งคุณลดกฏเกณฑ์ในชีวิตคุณลงมากเท่าใด และมีความคาดหวังในพฤติกรรมคนอื่นน้อยลงเท่าใด คุณก็จะยิ่งมีความสุขได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

    39. การให้อภัยคือความหอมที่ดอกไวโอเลตทิ้งไว้ให้กับเท้าที่เหยียบย่ำลงไป

    40. ภารกิจในชีวิตของคุณมิใช่การเปลี่ยนแปลงโลก ภารกิจของคุณ คือการเปลี่ยนแปลงตนเอง

     

    ในหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ขายดีเล่มที่สามแล้วของคุณแอนดรูว์ แมตทิวส์ ซึ่งเขาบรรจุข้อมูลที่มีประโยชน์ไว้ค่อนข้างมาก พูดถึงแง่มุมต่างๆ ของชีวิตค่อนข้างเยอะ การเลือกหัวข้อโดนใจจึงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน ดังนั้นสิ่งที่เราจดมาทั้งหมดจะยังไม่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ ทว่าก็เยอะอยู่ แต่ที่ดีสุดคือได้อ่านเองทั้งเล่มก็จะได้อะไรมากทีเดียว

    ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้เราได้อ่านหนังสือเล่มนี้

     

    November 03

    คำตอบของช่วงนี้


    ได้คุยกับเพื่อนที่น่ารักคนหนึ่ง คำพูดของเธอตอบคำถามที่ฝังค้างสะสมอยู่ในใจเรามานานหลายเดือน

    (เธอ) says:
    พอเรามาทำงานนะโอ๊ต เราได้เรียนรู้ว่า งานไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคนหรอก

    (เรา) says:
    ยังไงอ่ะ

    (เธอ) says:
    สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การรู้จักตัวเอง
    เพราะว่าเราทำงานเพราะอะไร ให้ดูดีในสายตาของใครๆ หรือเพราะตัวเราเอง

     

    เธอกล่าวต่อว่าเธอคิดว่าเธอทำงานเร็วไป สิ่งที่เธอพูดมาเราเข้าใจเธอทุกอย่าง และยิ่งกว่านั้นเราได้คิดเรื่องของตัวเองด้วย

    เรื่องที่เรายังไม่มีงานทำอยู่ทุกวันนี้ แล้วเราค่อนข้างไม่สบายใจกับมัน เราเคยสูญเสียงานหนึ่งไปที่เราเคยคิดว่าเราอยากทำ ช่วงนั้นเรารู้สึกจิตใจหดหู่ ถดถอย แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราเริ่มฝึกตัวเองให้มีสติมากขึ้น เราค่อยดีๆ ขึ้น เราในหลายวันมานี้กับคำพูดจากเพื่อนคนนี้มันให้คำตอบแก่เราว่า ที่เราเสียใจมากครั้งนั้นเป็นเพราะเรารู้สึกเสียใจกับการสูญเสียสายตาที่คนอื่นมองเรามาดีๆ มากกว่า  มากกว่าการสูญเสียงานจริงๆ

    การยังไม่ได้ทำงานในช่วงนี้ทำให้เราพัฒนาตัวเองขึ้น ในด้านของความเข้มแข็งและมั่นคงของจิตใจ

    เราไม่รู้ว่าชีวิตในอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ ณ วันนี้เราคิดว่าเราอยู่ในเส้นทางที่เหมาะสมแล้ว

    ชีวิตนี้เกิดมาเพื่อเรียนรู้นี้นะ


    (.. ขอบคุณมากนะ เพื่อนซือ)

    October 29

    still Alive and Unemployed!!

     

     

    Yes, I'm still alive and unemployed!!

    และนี่คือที่ๆ ฉันอยู่

     

    พูดกันถึงช่วงนี้ของตัวเองกันหน่อย อย่างแรกที่คิดได้เลยคือ ยังไม่ได้ทำงาน อย่างที่สองคือ ยังไม่มีงานทำ

    ใช้ชีวิตแต่ละวันด้วยการ เล่นเกมส์ เล่นเนต ดูโทรทัศน์(ชอบ Nat Geo มากเป็นพิเศษ) อ่านหนังสือ(จิตวิทยา, a day, ภาษาอังกฤษ)

     

     

    แล้วที่สำคัญ หางาน!!

    แน่นอน ฉันไม่อยู่เฉยๆ ฉันไม่ใช่คนชอบอยู่เฉยๆ อยู่แล้ว ได้เรื่องอะไรเมื่อไหร่จะมาประกาศอีกที

     

    และสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ฉันมาเขียนคำขอบคุณชีวิต

    ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดี ฉันมีที่ให้มองท้องฟ้า ฉันมีห้องน้ำที่สะอาด ฉันมีอินเตอร์เนตไว้เชื่อมโยงฉันกับสังคมของฉัน ฉันมีสายลมตอนเย็นมาทักทาย ฉันมีน้ำอัดลมไว้ดื่ม ฉันมีร้านส้มตำอร่อยอยู่ใกล้ๆ และฉันมีบรรยากาศที่ให้ฉันแอบยิ้ม

    ขอบคุณนะทุกสิ่งทุกอย่าง (และคนอ่านด้วย)

     

     

    * รูปพวกนี้ถ่ายจากระเบียงห้องฉันเอง *

    October 20

    เปิดบอทก็เหมือนเลี้ยงลูก


    ไม่กี่วันมานี้เพิ่งอัพเกรดทักษะตัวเองไปได้สองอย่าง
    หนึ่งคือฝากเงินและโอนเงินผ่านตู้เอทีเอม (ภูมิใจมาก)
    สองคือ เปิดบอทเกมส์ออนไลน์ (ชั่วมาก)

    ..(สำหรับผู้ที่ไม่รู้จัก มันคือการใช้โปรแกรมบังคับตัวเราในเกมส์ให้มันเล่นเอง เดินเอง ตีมอนเอง จึงมีผู้นิยมเปิดไว้ ทำให้เลเวลอัพเร็วขึ้นกว่าการเล่นเอง เพราะจะขี้เกียจเล่น)

    เราเคยได้ยินมานานมากแล้วเรื่องการเปิดบอท นานหลายปีเลยทีเดียว แต่ยังไม่เคยได้สัมผัสหรือได้เห็นกับตาตัวเองว่าใครทำสักที

    พอช่วงนี้ได้กลับมาเล่นเกมส์ออนไลน์อีกครั้งก็เริ่มคิดหาวิธีชั่วช้า(๕๕๕) จึงทำการเสิร์จหา แล้วกูเกิ้ลก็ช่วยท่านได้ ได้มาหนึ่งโปรแกรมยังไม่เป็นที่น่าพอใจ หาเพิ่มอีก ได้มาอีกหนึ่งเปรี้ยวปริ๊ด .. ถูกใจมาก

    แต่จะมาว่าถึงการปล่อยให้บอทมันเล่นเองซักหน่อย เราคิดว่ามันก็เหมือนการเลี้ยงลูกนั้นละ แรกๆ เราต้องคอยดูเขาอยู่ด้วย สังเกตเขาตลอด เขาเดินเป็นไง สะดุดมั้ย สู้(ชีวิต)ไหวรึเปล่า การเลือกทางเดินชีวิตของเขาราบรื่นดีมั้ย ถ้าไม่ดีตรงไหนเราก็ปรับค่าใหม่ ก็เหมือนกับการคอยตักคอยเตือนเด็กๆ

    หลังจากที่เราปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเขาแล้วตอนนี้เขาก็สามารถโลดแล่นอยู่ได้ด้วยตัวของเขาเองแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องคอยมองตลอดเวลาเหมือนแรกๆ อีกแล้ว

    ก็เหมือนการเลี้ยงลูก หลังๆ พอเขาโตขึ้นรู้อะไรมากแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องไปนั่งจ้ำจี้จ้ำไชอีกแล้วล่ะ เดี๋ยวเขาจะเบื่อเราซะก่อน ซึ่งสิ่งที่สำคัญเลยคือ ช่วงแรกเราต้องเอาใจใส่เขาให้ดีๆ เท่านี้เขาก็จะเติบโตไปเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าต่อดาวดวงนี้แล้ว

    ..

    (หมายเหตุ ผู้เขียนไม่เคยมีลูกแต่อย่างใด ..และไม่รู้ว่าจะได้มีรึเปล่าด้วย)

    Perfect Surreal World again!!


    สองสามวันมานี้ได้กลับมาเล่นเกมส์ Perfect World อีกครั้งหลังจากห่างหายไปสองสามเดือน

    แล้ววันนี้ได้เจอเพื่อนใหม่ซึ่งเรารู้สึกว่าเขาดูใสๆ ไม่มีพิษมีภัยจังเลย ระคนแปลกใจเล็กน้อย เพราะไม่ค่อยเจอคนแบบนี้เท่าไหร่ในเกมส์ออนไลน์

    แล้วก็ได้รู้อายุเขา ..  11 อืม.. ใสจัง น้องเขาดูพูดจาบริสุทธิ์มาก ก็เลยประทับใจเล็กน้อย จนต้องเอามาเขียน

    แล้วตอนเล่นอยู่น้องเขายังต้องรีบเลิกอีกด้วยนะ เพราะอะไรนะเหรอ .. ก็แม่กำหนดให้เล่นได้วันละสองชั่วโมงนะสิ

    ..

    ใสสุดๆ

     

    September 21

    My Inspiration


    ช่วงนี้รู้สึกว่าพลังชีวิตไม่ค่อยมั่นคง ขึ้นๆ ลงๆ ชอบกล คงเป็นเพราะภาวะจิตใจของเราไม่ค่อยมั่นคงเองแหละ
    วันนี้เลยไปเดินหา inspiration ที่ร้านหนังสือ เดินๆ อยู่สามร้านพอได้ติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง

    เคยรู้สึกเหมือนกันมั้ย เรื่องแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตเนี่ย มันมีหมดเหมือนกันนะ แล้วเราก็ต้องไปเดินตามหามัน

    ไม่รู้ว่าเจ้าตัว inspiration ของเราเป็นหนอนหนังสือ หรือเคยเป็นบรรณารักษ์มาก่อนไม่รู้ เรามักเจอตัวอยู่ตามชั้นหนังสือทุกครั้งไป ไม่รู้เจ้าตัวนี้ของใครเป็นเหมือนกันรึเปล่า หลบอยู่ร้านหนังสือหรือว่าห้องสมุดประจำเลย

    วันนี้ระหว่างที่เดินอยู่ในร้านหนังสือ เดินไปเจอซอกหนึ่งในร้าน มืดๆ แคบๆ นึกในใจว่าเจ้าของร้านเขาไม่กลัวลูกค้าแอบขโมยหนังสือเหรอ เพราะเป็นที่ปลอดภัยจากสายตาเลยทีเดียว (ไม่รู้ว่าเขามีกล้องวงจรปิดรึเปล่า) แล้วก็คิดเลยไปถึงตัวเอง ว่าตัวเองไม่อยากขโมยหนังสือบ้างเหรอ ทั้งๆ ที่ก็ทำได้ เราก็ตอบตัวเองอย่างซื่อสัตย์เลยนะ ว่าเราไม่อยากแน่นอน เราไม่ใช้คนที่เอาของคนอื่นมาเป็นของตัวเองแน่นอน
    แล้วก็เลยนึกไปถึงเรื่องที่แฮนดี้ไดรฟ์ของตัวเองที่ลืมไว้ที่ร้านเกมส์ได้กลับคืนมา จากคนที่เขาเอาของเราไปหลังจากที่เราลืมโดยไม่ได้บอกเจ้าของร้าน แต่ที่ร้านมีกล้องวงจรปิด เจ้าของร้านเลยไปแกล้งๆ ถาม เจ้าของร้านไม่อยากพูดตรงๆ เพราะกลัวเสียลูกค้า ตอนแรกลูกค้าคนนั้นก็ยอมรับว่าหยิบออกมาจากเครื่องจริง(เครื่องข้างกัน)แต่เขาไม่ได้เอากลับบ้าน เจ้าของร้านเลยบอกว่า ไม่เป็นไร แต่ยังไงก็ช่วยกลับไปดูที่บ้านให้หน่อยละกัน แล้ววันรุ่งขึ้นเขาก็เอามาคืน .. ดีใจเป็นอย่างมาก
    วันนี้เราก็คิดได้ว่า เพราะเราไม่ได้อยากได้ของใคร ผลกรรมจึงส่งผลให้เราได้ของๆ เรากลับคืนมา .. ถ้าทุกคนบนโลกนี้เชื่อแบบนี้ เราคงไม่ต้องมีตำรวจเนาะ

    พูดถึง inspiration ต่อ วันนี้ก็ได้กลับมาพอสมควรไม่มากไม่มาย พอให้คิดอะไรๆ ต่อไปได้เรื่อยๆ บวกกับได้หนังสือเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเองหนึ่งเล่ม ซึ่งก็คิดอยู่นานว่าจะซื้อเล่มไหน เพราะงบประมาณมีจำกัด สุดท้ายเจ้า inspiration ก็มาแนะนำแกมบังคับให้เราเลือกได้เล่มหนึ่ง .. เราต้องเชื่อมัน เพราะมันหวังดีกับเราจริงๆ

    ..

    September 16

    ทำไม? จิตวิทยา


    ใครหลายคนที่เคยถามคำถามเราอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่คำถามทั่วไปในชีวิตประจำวัน ประมาณคำถามถึงความคิดเห็นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
    น่าจะรู้พิษเราดี ว่าเราตอบไปยาวและกว้างมากแค่ไหน

    วันนี้มีคนถามเราว่า ทำไมเลือกเรียนจิตวิทยา เราตอบสั้นๆ ว่า ชอบ
    แล้วเขาเล่าต่อถึงมีคนรู้จักของเขาคนหนึ่งจบจิตวิทยาเหมือนกับเรา เป็นคนที่เขาคุยด้วยได้ยากมาก เขาอธิบายว่าคนๆ นั้นเป็นคนที่จะอธิบายอะไรบางอย่างก็จะอ้อมวนอยู่รอบๆ สิ่งที่พูดถึง ซึ่งทำให้ผู้ฟังงงมาก

    ซึ่งมันตรงกับเราเลยทีเดียว แล้วมีเหรอที่เราจะไม่รู้สาเหตุ

    เราคิดว่า สาเหตุที่เรา(และคนที่เรียนจิตวิทยาอีกหลายๆ คน)เป็นแบบนี้ก็คือ การเรียนการสอนวิชาจิตวิทยานั้น เขาสอนให้เรามองสาเหตุของสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากหลายๆ มุมมอง หลายๆ ปัจจัยประกอบกัน ไม่ให้มองว่าจะเกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นได้ด้วยปัจจัยใดเพียงปัจจัยเดียว

    ดังนั้นการที่เราๆ(เด็กจิต)จะซึมซับกระบวนการความคิดแบบนี้เข้าไป จนกลายเป็นอุปนิสัยส่วนตัวไปนั้นก็ไม่แปลก แล้วเรายังคิดเข้าข้างตัวเองด้วยซะอีกว่าการมีกระบวนการความคิดแบบนี้อยู่ในหัวก็เป็นสิ่งดีนิ่ ช่วยไม่ให้เรายึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะ..เราว่า

    ..

    คงคลายความสงสัยกันบ้างเนาะ ที่หลายๆ คนคงแอบสงสัยในตัวเราเหมือนกันเมื่อถามเราเรื่องอะไรต่ออะไร แล้วเราจะพล่าาาาาาามยาวอ่ะ

    ไม่อยากบอกเลยว่า "จริงๆ แล้ว ถ้ามีเวลาให้เราแสดงความคิดเห็นมากกว่านี้ เราก็อยากจะพูดให้เธอฟังมากกว่านี้นะ"

    จริงๆ ๕๕๕