ล่วงเข้าเดือนที่สามของการทำงานจริงๆ ในชีวิตจริง ยังไม่ได้เขียนอะไรถึงการทำงานอย่างจริงจังเลย ได้แต่คิดไว้ว่าจะเขียนเมื่อจะเขียน .. วันนี้คงถึงเวลานั้นแล้วมั้ง
วันที่เพื่อนร่วมอบรมการทำงานรุ่นเดียวกัน อยู่กลุ่มเดียวกัน สนิทกัน เขากำลังจะลาออก
สิ่งนี้ทำให้เรากลับมาคิดเรื่องการทำงานอย่างจริงจัง ว่า ชีวิตนี้เราอยู่เพื่อทำงาน หรือ เราทำงานเพื่อให้มีชีวิตอยู่กันแน่นะ
ถ้าไม่ได้มองโลกในแง่ดีมากๆ ก็น่าจะมองออกว่าเวลาในชีวิตของคนเราส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงาน ทำงาน 5 วัน หยุด 2 วัน คงบวกลบกันเป็น
เราเคยรับสายลูกค้าคนหนึ่ง เราแนะนำเขาถึงสิทธิพิเศษต่างๆ เช่นการดูภาพยนตร์ในราคาพิเศษหรือว่าเป็นส่วนลดที่พักตามสถานที่ท่องเที่ยว ลูกค้าคนนั้นเสียงแข็งตอบกลับมาว่าไม่เคยเลย ไม่สนใจ ไม่เลย ทำงานตลอด ไม่เลย .. สูดหายใจเข้าหนึ่งครั้ง ชีวิตคนเราเกิดมาเพื่ออะไรกัน เพื่อทำงานอย่างเดียวอย่างนั้นเหรอ?
มีคำถามผุดขึ้นในหัวทันที การทำงานอย่างเดียวในชีวิตได้อะไร? ..ไม่รู้คำตอบคืออะไร ไม่รู้ว่าคนที่คิดแบบลูกค้าท่านนั้นคิดผิดหรือคิดถูก หรือว่ามีความสุขหรือมีความทุกข์ หรือมีความภูมิใจหรือน้อยเนื้อต่ำใจ หรือมีความจำเป็น
ความจำเป็นในการหาเงินเพื่อใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต การทำงาน > เงิน > มีข้าวกินมีที่อยู่ > มีชีวิต .. คงเป็นแบบนี้ละมั้ง การทำงานกับการมีชีวิตเลยแยกกันไม่ค่อยออก
คงเป็นเพราะแบบนี้พวกผู้ใหญ่จึงมีสายตาเป็นห่วงและกดดัน ในยามที่ลูกหลานตกงาน .. เขาคงกลัวว่าลูกหลานจะไม่มีชีวิต
....
ฉันเห็นบางสิ่งบางอย่างตามท่านอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉัน สิ่งนั้นคือ เปลือกนอกทั้งหมดของการดำรงอยู่
สุข ทุกข์ เงิน เหนื่อย ดีใจ กังวล เป็นห่วง น้ำเสียง เหตุการณ์ อร่อย ตาย ความคิด คิดมาก โก้หรู ประชด แสลง ประเพณี ล้อเลียน เขินอาย ความรัก เพศสัมพันธ์ โทรศัพท์ ..... ทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรมีอยู่จริงเลย ไม่มีอะไรที่ตั้งอยู่แล้วไม่ดับไป ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่หลายสิ่งหลายอย่างประกอบกันขึ้น แล้วก็จะสลายไป ประกอบเป็นสิ่งใหม่ และไม่มีสิ่งไหนคงแท้แน่นอน nothing
ทุกวันนี้เรากำลังจมอยู่กับอะไร จมอยู่กับความไม่จริง ความไม่จีรัง เราจมแล้วเราไหลตาม เราจมอยู่ในทุกเรื่อง ถ้าจมอยู่กับความสุข เราก็มีความรู้สึกว่าสุข เบิกบาน ล่องลอย ลืมตัว ถ้าจมอยู่กับความทุกข์ เราจะเศร้า หม่นหมอง หดหู่ มืดบอด
มนุษย์เราสมควรตื่น
ฉันอยากตื่นตลอดเวลา บางทีฉันมีจิตอยู่กับปัจจุบันขณะ ฉันหลงว่าตัวเองตื่น แต่เมื่อเวลามีปัจจัยใดๆ มากระทบจิต ฉันตามสิ่งเหล่านั้น ฉันยังอยู่แค่ระดับสะลึมสะลือจริงๆ
พระพุทธเจ้าคืออาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตฉัน
....
ได้ความคิดที่จะนำไปบอกเพื่อนเพื่อช่วยให้เขาคิดใหม่ในการจะลาออก
..ไม่มีงานไหนไม่มีความกดดันหรือความตึงเครียด เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นชื่อเล่นของความทุกข์ และบนโลกนี้ไม่มีใครที่พ้นจากความทุกข์ไปได้ นอกจาก พระพุทธเจ้า..